ฟุตบอลโลก 2018 เดินทางมาถึงรอบ 16 ทีมแล้ว และตอนนี้มี 4 ทีม ที่ต้องเก็บกระเป๋ากลับบ้านไปก่อน แต่ทีมที่น่าเสียดายที่สุดคืออาร์เจนติน่าและโปรตุเกส ซึ่ง 2 ทีมนี้มีนักเตะที่มีชื่อเสียงและมีรางวัลการันตีในระดับสโมสรมากมาย นั่นคือ ‘ลีโอแนล เมสซี่’ และ ‘คริสติโน่ โรนัลโด้’ สองนักฟุตบอลที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของยุคนี้

แต่ในฟุตบอลโลกครั้งนี้ทั้งสองคนที่เป็นเหมือนความหวังของคนทั้งชาติกลับทำให้ทุกคนต้องผิดหวัง เมสซี่ที่กวาดแชมป์มาแล้วทุกถ้วยกับบาร์เซโลน่า โรนัลโด้ผู้ซึ่งนำทีมโปรตุเกสคว้าแชมป์ยูโร 2016 มาหมาดๆ แต่กลับทำผลงานได้ไม่เข้าตาจนพลาดท่าตกรอบ 16 ทีมสุดท้ายไปทั้งคู่

และล่าสุดมีข่าวจากหลายสำนักทั้งไทยและต่างประเทศระบุว่าทั้งคู่จะเลิกเล่นทีมชาติหลังจบศึกฟุตบอลโลกปีนี้ เนื่องจากผิดหวังในการโชว์ฟอร์มให้กับทีมชาติประกอบกับอายุที่จะมากขึ้นในอีก 4 ปีข้างหน้า(เมสซี่ 36 ปี, โรนัลโด้ 37 ปี) ซึ่งหลายคนก็รู้สึกเสียดายมากหากทั้งคู่จะเลิกเล่นทีมชาติในตอนนี้ และเพื่อเป็นการกำลังใจเมสซี่และโรนัลโด้ เราจึงรวบรวมผลงานของนักเตะดังที่แม้มีอายุเลย 36 ปี แล้วแต่พวกเขายังสามารถพาทีมชาติมาเล่นฟุตบอลโลกแถมยังโชว์ฟอร์มได้อย่างไม่อายเด็กเลยด้วย

1. ราฟาเอล มาร์เกซ (เม็กซิโก)

กองหลังทีมชาติเม็กซิโกวัย 39 ปี ปัจจุบันเล่นให้กับสโมสรนิวยอร์กเรดบูล ในเมเจอร์ลีก  อดีตเคยเป็นผู้เล่นของทีมโมนาโก (ฝรั่งเศส) และบาร์เซโล่า(สเปน) เกียรติประวัติสูงสุดของเขาเกิดขึ้นในปี 2006 เมื่อ ‘มาร์เกซ’ มีส่วนร่วมในการคว้าถ้วยแชมป์ยูฟ่าแชมเปียนส์ลีก และเขาถือเป็นชาวเม็กซิกันคนแรกที่ได้ครองตำแหน่งแชมป์นี้อีกด้วย  มาร์เกซติดทีมชาติเม็กซิโกครั้งแรกในปี 1997 ด้วยวัยเพียงแค่ 18 ปี ผ่านร้อนผ่านหนาวกับทีมชาติมาเยอะแต่ก็ไปไม่ถึงฝั่งฝัน และปัจจุบันฟุตบอลโลก 2018 แม้เขาจะอายุอานามมากถึง 39 ปีแล้ว แต่เขาก็ยังถูกเรียกมาติดทีมชาติเหมือนเดิม แม้ความคล่องตัวของเขาอาจจะลดลง แต่ประสบการณ์ในการเล่นฟุดบอลของเขาก็ทำให้เม็กซิโกสามารถผ่านมาถึงรอบ 16 ทีมได้มาเป็นอันดับ 2 ของกลุ่ม ซึ่งครั้งต่อไปทีมของเขาต้องเจองานหนักกับทีมชาติบราซิล งานนี้มาร์เกซต้องสู้สุดใจเพราะบอลโลกหนนี้อาจเป็นบอลโลกครั้งสุดท้ายของเขาก็เป็นได้ (มาเอาใจช่วยเขากัน)

2. มิโรสลาฟ โคลเซ่(เยอรมัน)

อดีตกองหน้าทีมชาติเยอรมันที่น้อยคนนักที่จะไม่รู้จักผู้ชายคนนี้ ‘มิโรสลาฟ โคลเซ่’ มีผลงานโดดเด่นประดับโปรไฟล์มากมายทั้งกับสโมสรและทีมชาติ  ‘โคลเซ่’ แจ้งเกิดในฟุตบอลครั้งแรกปี 2002 และถึงแม้ว่าในปีนั้นเยอรมันจะได้แค่รองแชมป์ แต่เขาก็คว้ารางวัลดาวซัลโวมาครองได้สำเร็จ ความโดดเด่นในการเล่นตำแหน่งกองหน้าของโคลเซ่ในปีนั้นก็ทำให้บรรดาสโมสรต่างๆ ทั้งในลีกเยอรมันและอังกฤษต้องการซื้อตัวเขาไปร่วมทีม

ตลอดอาชีพการค้าแข้งของ ‘โคลเซ่’ เขาลงเล่นฟุตบอลโลกติดต่อกันถึง 4 สมัย ยิงประตูได้ 16 ประตู นับเป็นสถิติในการยิงประตูสูงสุดในฟุตบอลโลก และได้รับตำแหน่งดาวซัลโวตลอดกาลของฟุตบอลโลกมาครอง ก่อนปิดฉากการเป็นกองหน้าให้กับทีมชาติเยอรมันในปี 2014 ด้วยการคว้าแชมป์โลกสมัยที่ 4 มาครอง ซึ่งตอนนั้นโคลเซ่มีอายุมากถึง 36 ปี

 

3. โรเจอร์ มิิลลา(แคเมอรูน)

ทีมชาติแคเมอรูน เป็นตัวแทนจากทวีปแอฟริกาที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดในฟุตบอลโลก โดยเข้ารอบสุดท้ายบอลโลกถึง 6 ครั้ง และในปี 1990 ยังผ่านเข้าไปถึงรอบ 8 ทีมอีกด้วย ในปีเดียวกันนี้ ‘โรเจอร์ มิลลา’ กองหน้าของแคเมอรูนที่โด่งดังด้วยท่าทางการแสดงความดีใจที่มีการส่ายเอวที่ธงจนกลายเป็นที่รู้จักของคนทั่วโลก และอีกครั้งในปี 1994 ฟุตบอลโลกที่สหรัฐอเมริกาเป็นเจ้าภาพ ‘มิลลา’ ที่ตอนนั้นอายุปาเข้าไป 42 ปีแล้ว ได้ทำสถิติเป็นนักฟุตบอลที่มีอายุมากที่สุดที่ทำประตูได้ ด้วยการยิงประตูทีมชาติรัสเซีย แต่สุดท้ายจบเกมแคเมอรูนก็พ่ายรัสเซียไป 1-6 ทำให้ต้องตกรอบแรกไปเพราะเก็บได้แค่ 1 คะแนนเท่านั้น แต่หากพูดถึงการยิงประตูในฟุตบอลโลกได้ด้วยวัย 42 ปี ต่อให้ตกรอบแรกยังไงมันก็ยังเจ๋งอยู่ดี

 

4.เท็ดดี้ เชอริงแฮม(อังกฤษ)

เขาเริ่มเล่นให้กับทีมชาติอังกฤษครั้งแรกในปี 1993 ด้วยวัยที่มากถึง 27 ปีแล้ว แต่เขาก็เริ่มสร้างชื่อเสียงให้ตัวเองกับทีมชาติได้วัยเช่นกัน ผลงานที่โดดเด่นที่สุดของเขาเกิดขึ้นในยูโรปี 1996 ด้วยการเอาชนะฮอลแลนด์ไป 4-1 เท็ดดี้ทำ 2 ประตูและจ่ายบอลให้เพื่อนร่วมทีมอีก 2 ประตูู

ส่วนผลงานในระดับสโมสร เท็ดดี้ได้มีส่วนร่วมกับหลายๆ สโมสรของอังกฤษ แต่สโมสรที่สร้างผลงานได้ดีที่สุดคงจะเป็นแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดที่คว้า 3 แชมป์ในปี 1999 และท็อตแนม ฮอตสเปอร์ ได้ดาวซัลโวของพรีเมียร์ลีกในปี 1992-1993 ที่ยิงไป 22 ประตู

ฟุตบอลโลกปีสุดท้ายของเขาคือปี 2002 ปี ตอนนั้นสถานการณ์ของทีมชาติอังกฤษไม่สู้ดีนัก พวกเขาต้องมีแต้มให้ได้ในการเจอกับทีมชาติกรีซที่มีฟอร์มไม่ธรรมดาในช่วงนั้น อังกฤษถูกกรีซยิงขึ้นนำไปก่อน 1-0 แต่ก็ได้เท็ดดี้ยิงตีเสมอ 1-1 ก่อนที่ ‘เดวิด เบคแคม’ จะปั่นฟรีคิกตีเสมอ 2-2 ส่งให้อังกฤษผ่านรอบสุดท้ายฟุตบอลโลกในปีนั้น แต่สุดท้ายอังกฤษก็ต้องตกรอบหลังพ่ายแพ้ให้กับบราซิลไป 1-2 ในรอบ 8 ทีมสุดท้าย นับเป็นการอำลาทีมชาติอังกฤษในวัยอายุ 36 ปี อย่างน่าเสียดาย

 

5. ฮาเวียร์ ซาเน็ตติ(อาร์เจนติน่า)

‘ซานเน็ตติ’ ถือเป็นรุ่นพี่ในทีมชาติของเมสซี่ เขาถูกเรียกติดทีมชาติอาร์เจนติน่าครั้งแรกในปี 1994 ด้วยวัย 21 ปี ผลงานโดดเด่นในฟุตบอลโลกของเขาเกิดขึ้นในปี 1998 ที่ซานเน็ตติปั่นฟรีคิกให้อาร์เจนติน่าตีเสมออังกฤษได้สำเร็จ 2-2 ในรอบ 16 ทีม และต้องมาตัดสินด้วยการเตะจุดโทษ ซึ่งอาร์เจนติน่าเอาชนะอังกฤษไปได้ 4-3 แต่รอบต่อไปพวกเขาต้องมาแพ้เนเธอร์แลนด์ตกรอบไปอย่างน่าเสียดาย

ส่วนผลงานกับสโมสรซานเน็ตติได้เป็นกัปตันทีมสโมสรอินเตอร์มิลาน และได้รับเกียรติให้เป็นนักเตะเพียงคนเดียวที่ไม่ใช่คนอิตาลีที่ได้รับตำแหน่งกัปตันทีม เขาลงเล่นให้อินเตอร์มิลานไปถึง 615 แมตช์ ทำได้ 17 ประตู และคว้า 3 แชมป์กับอินเตอร์ในปี 2010 และในฟุตบอลโลกปีเดียวกัน ‘ซานเน็ตติ’ ยังคงถูกติดทีมชาติอาร์เจนติน่าในวัย 37 ปี และพาอาร์เจนติน่าผ่านเข้าไปถึงรอบ 8 ทีมสุดท้าย แต่ต้องมาแพ้ให้กับเยอรมันไป 0-4 ต้องเก็บของกลับบ้านอย่างเศร้าๆ และกลับไปแขวนสตั๊ดกับอินเตอร์มิลานด้วยวัย 40 ปี