โซเชียลเซ็งเมื่อ ‘รู้สึกเหมือนโดนกรรโชกทรัพย์ จากการขาย Hard Sale ของพนักงาน’ กระทู้แชร์ประสบการณ์แย่ๆที่ได้รับจากพนักงานขาย
ผู้ชายที่ไม่ชอบง้อแฟนไม่กลัวเสียแฟนไปหรอ?

โซเชียลเซ็งเมื่อ ‘รู้สึกเหมือนโดนกรรโชกทรัพย์ จากการขาย Hard Sale ของพนักงาน’ กระทู้แชร์ประสบการณ์แย่ๆที่ได้รับจากพนักงานขาย

เชื่อว่าหลายคนคงเคยเจอ เวลาเดินห้างหรือไปไหน และต้องเจอกับบูทขายของแล้วมีพนักงานขายคอยมายืนเชิญชวนให้ทดลองหรือฟังสรรพคุณสินค้า หลายคนอาจจะเดินเลี่ยงหรือหลบได้ แต่ขอบอกเลยว่า สำหรับคนที่จิตใจไม่แข็งพอ อาจจะต้องเจอกับสถานการณ์ที่ยากลำบากเหมือนอย่างเจ้าของกระทู้นี้ได้

โดยคุณ สมาชิกหมายเลข 3060416 เจ้าของกระทู้ในเว็บไซต์พันทิปดอทคอมได้ตั้งกระทู้ ‘รู้สึกเหมือนโดนกรรโชกทรัพย์ !!! จากการขาย Hard Sale ของพนักงาน’ ที่ได้บอกเล่าประสบการณ์ที่ได้รับจากพนักงานขายในแบบที่เรียกว่า สุดฮาร์ดเซลล์ โดยเนื้อหากระทู้มีอยู่ว่า

เรื่องมีอยู่ว่า … ผมได้ไปทำธุระให้กับทางบริษัทในช่วงวันธรรมดาวันหนึ่ง ห้างสรรพสินค้าย่านรัชดา (ขอไม่กล่าวถึงสถานที่น่ะครับ) ประมาณช่วงบ่ายๆ ในขณะที่ผมกำลังหาร้านเพื่อซื้อของให้เจ้านาย แต่ผมไม่ทราบว่าร้านอยู่ชั้นไหนจึงเสิชข้อมูลเพื่อหาตำแหน่งร้าน ในขณะนั้น !! ได้มีพนักงานจัดบู๊ทเดินมาบอกว่าสนใจรับคอร์สบำรุงหน้าไหม ผมรีบบอกทันทีว่าไม สนใจครับ เขาก็ยังไม่ละความพยายามบอกกับผมว่าแค่ลงชื่อก็พอให้เค้าได้คะแนนเฉยๆไม่ต้องซื้อคอร์สก็ได้ ผมก็เอาเถอะ -..- แค่ลงชื่อเดี๋ยวก็คงเสร็จแล้วได้ไปรีบไปทำธุระต่อ แต่ไม่เลย

พอผมเริ่มไปนั่งเขียนข้อมูลตามที่ พนักงานร้องขอ ก็มีพนักงานอีกคนนึงเข้ามาสอบถามเหมือนกับจะเสนอขายสินค้าแบบอ้อมๆ ประมาณว่าปกติสนใจทำหน้าไหมจะได้ไม่ต้องเสียเวลามานั่งโกนหนวด ไม่ต้องเสียเวลามานั่งใช้มีดโกนอยู่ (ด้วยการเข้าคอร์สยิงเลเซอร์บนหน้า) แต่มันไม่จบแค่ที่การเสนอขายสินค้า

จุดพีคอยู่ตรงนี้ พนักงานถามว่ามีบัตรเครดิตไหมผมเริ่มเอะใจแล้ว แต่ผมก็ตอบไปว่ามีอยู่ 2 ใบ พนักงานเลยบอกว่าถ้าเดือนละ 3,000 บาทไหวไหม ผมบอกไม่ไหวครับ แล้วก็ยังถามต่อว่า 1,000 บาทละไหวไหม ผมบอกถ้า 1,000 / เดือน ขอไปคิดดูก่อนแล้วขอโบร์ชัวเพื่อกลับเอาไปพิจารณา แต่เรื่องไม่ได้จบแค่นั้น พนักงานไม่ยอมปล่อยผมไปจากเก้าอี้ตัวนั้นเลย พยายามบอกอีกว่าเป็นช่วงโปรโมชั่นน่ะ ถ้าไม่วางมัดจำจะไม่ได้โปรโมชั่น สะดวกวางมัดจำเลยไหม ผมก็บอกว่าไม่สะดวกครับ เค้าก็บอกว่าไหวเท่าไหร่ ตอนแรกบอกวาง 2,000 บาทผมก็บอกว่าไม่สะดวกครับ เค้าตื้อจนมัดจำอยู่ที่ 500 บาท ผมก็บอกว่าไม่สะดวกครับ พยายามปฎิเสธอยู่นานมาก เขาบอกงั้นรูดบัตรละสะดวกไหม ผมก็เลยคิดอุบายอย่างนึงออก บอกว่าบัตรเพิ่งอนุมัติยังไม่ได้รับบัตรแต่จริงๆมีแหละ ผมไม่คิดว่าในที่เป็นทางการแบบนี้คือเค้าจะกรรโชกให้ผมวางมัดจำให้ได้เลยถึงแม้ผมจะไม่ซื้อคอร์สก็ตาม

สุดท้ายนี้ อยากถามเพื่อนๆพี่ๆว่า ถ้าเจอเหตุการณ์แบบนี้ต้องรับมือยังไง ผมรู้สึกเหมือนโดนปล้นทางอ้อม มันน่ากลัวมากครับเหตุการณ์จริงๆกับที่ผมเล่าในนี้ ขอบคุณที่อ่านครับ

 

และก็อย่างที่บอก ปัญหานี้ถือเป็นปัญหามหาชน เพราะทุกคนคงเคยเจอกันหมด คนจิตแข็งก็ดีไป แต่ถ้าใครจิตอ่อนเผลอไปคุยด้วยละก็ จะถอนตัวยากมากเลยทีเดียว และชาวพันทิปที่เคยมีประสบการณ์ต่างก็เข้ามาแชร์ความคิดเห็นกันอย่างสนุก ลองมาไล่อ่านความเห็นดีๆเด็ดๆกันเลยดีกว่า

 

โดนโทรหา ให้วางสายทันที

เวลามีพนักงานมาทัก ไม่ว่าจะแนะนำสินค้าอะไรก็ตาม ผมจะยกมือปฏิเสธ และเดินผ่านไป อย่าถาม อย่าคุย เพราะจะเจอการตื้อ พวกที่โทรมา ยังไม่รู้ว่าขายอะไร ก็รีบบอกว่า ไม่สนใจ วางสายทันที

 

เรื่องปกติ แต่ยังไงเราก็เลี่ยงได้ ถ้าไม่ชอบก็เดินเลี่ยงเท่านั้นเอง

เป็นเรื่องปกติครับ
1. ปกติเค้าจะเชิญเราไปคุยด้วยการแจกของ เช่น ในซุปเปอร์มาเก็ตก็เป็นพวกกล่องถนอมอาหารถูกๆ พอรับ ก็จะโดนให้ไปนั่งคุย *** ไม่ควรรับตั้งแต่แรก พอรับไป ก็กลายเป็นเกรงใจ
2. ระหว่างนั่งกรอกๆ ก็จะขอแนะนำ อธิบายสินค้า ยี่ห้ออะไรไม่รู้แหละ รู้ว่าราคาแพง แต่ถ้าซื้อเป็นชุด ราคาจะถูกลง ซึ่งสินค้าเหล่านี้ ตรวจสอบราคาอ้างอิงใน internet ไม่ได้
3. ขอร้อง อ้อนวอน ขอความเห็นใจ แต่งเรื่อง ก็เป็นเรื่องปกติ ที่จะชักแม่น้ำทั้งห้า เพื่อค่าคอมมิสชั่น
4. เปิดบูทชั่วคราว แหล่งผลิตก็ไม่รู้ แหล่งเคลมก็ไม่รู้ เวลาในการค้นหาข้อมูล ก็ไม่มี ราคาก็ไม่ใช่ถูก บอกแต่มาจากต่างประเทศ แล้วจะปิดการขายให้ได้ คิดดีๆ

ผมไม่ได้อคติกับคนทำอาชีพนี้ครับ ทุกคนมีหน้าที่ในการประกอบอาชีพของตัวเองทั้งนั้น ทางที่ดีคือ ไม่เริ่มตั้งแต่ต้น และ ขาเป็นของเรา ไม่สบายใจเดินออกมาครับ อย่าเกรงใจ

 

ข้อดีของการแต่งตัวให้ดูเหมือนคนไม่มีเงิน

แต่งตัวแบบคนไม่ค่อยมีเงินไปเดินห้าง ก็มีข้อดีตรงนี้หล่ะ

 

วิธีบอกปัดแบบเหนือๆ

เราก็เคยเจอค่ะ สมัยนั้นเรายังเด็กอยู่เลย โดนเรียกไปสมัครคอร์สเสริมความงามนี่แหละห้างแถวๆสยามเค้าก็มารุมเราสองสามคน พี่คนนึงก็จูงแขนเราไปนั่งเลยค่ะ ทุกคนไม่ฟังอะไรเราเลยทั้งๆที่เราบอกปฏิเสธไปละ คือตอนนั้นมึนมาก งงอ่ะ เพิ่งโดนแบบนี้ครั้งแรก เค้าขอบัตรประชาชนเราไป ขอบัตรATMเราไป ไม่รู้ขอไปทำไมเหมือนกันแล้วก็ส่งเอกสารให้เรากรอก คือตอนนั้นเราก็พยายามตั้งสตินะ ก็กรอกข้อมูลไป พี่เค้าก็เอาบัตรประชาชนกับบัตรATM มาคืนเรา แล้วเรียกพนักงานอีกคนให้มาเดินพาเราไปกดเงินมาจ่ายมัดจำ คือตรงบูทอ่ะสมัยนั้นมันอยู่ติดบันไดเลื่อนแล้วฝั่งตรงข้ามเป็นตู้ ATM ไงเลยเหมือนเดินไม่ไกลเลยเดินมาคุมเรา ตอนเดินไปก็คิดนะว่าจะหนีไงดีฟระ เอาไงดี จนถึงตู้ ATM เราก็แกล้งยื่นมือขอบัตร ATM พี่เค้า พี่เค้าก็ทำหน้า งง บอกคืนไปแล้วไม่ใช่หรอคะ เราแกล้งเปิดกระเป๋าให้ดูว่าไมมีจริงๆ พี่เค้าก็บอกน้องรอนี่นะเดี๋ยวพี่ไปเอาให้ เราก็ทำหน้าซื่อๆ ตอบไปว่าค่ะ พอพี่เค้าเดินเลี้ยวโค้งไปเรารีบวิ่งเลย วันนั้นไม่ได้เดินเล่นเลยรีบกลับบ้านอย่างไว กลัวเดินเจอกันอีก

ส่วนตอนนี้มาตื้อเท่าไหร่ก็ไม่สนแล้วค่ะ บอกปัดอย่างเดียว ขอบคุณค่ะแล้วก็เดินไปไม่สบตาไม่มองเลยเพราะถ้าเราสนใจจะเดินเข้าไปถามเองมากกว่า ถ้ายื่นไรมาจะไม่รับเลย

 

วิชาการจากคนเรียนจบจิตวิทยา

จากใจคนที่จบจิตวิทยานะคะ จะบอกว่าวิธีที่ดีที่สุดคือการ “หลีกเลี่ยง” ค่ะ หลีกเลี่ยงในที่นี้ คือหลีกเลี่ยง ที่จะเดินเข้าไปในกลุ่มที่มีการขายหรือเราสังเกตแล้วว่ามีแนวโน้มแบบนั้น poin สำคัญคือ อย่าให้เกิดกระบวนการใดใดทั้งสิ้น ที่จะสร้างเงื่อนไขกับตัวเรา เพราะหากเกิดเงื่อนไขที่ 1 ก็จะมี 2 ตามมาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ยิ่งนิสัยขี้เกรจใจของคนไทยด้วย นี่ถือเป็นจุดอ่อน ที่นักการตลาดมักใช้เป็นเครื่องมือบ่อย ๆ เพราะฉะนั้นวิธีการที่ดีที่สุดคือการหลีกเลี่ยงไปเลยอย่างสิ้นเชิงส่วนถ้าใครอยากรู้ว่าเทคนิคที่เขาใช้กัน กับการเสนอขายสินค้า หรือการกระทำอะไรก็แล้วแต่ที่ให้เรายอมทำตามสิ่งที่เขาต้องการ ก็จะบอกให้ว่ามันคือ เทคนิคทางจิตวิทยาสังคมค่ะ ที่ชื่อว่า “foot in the door” และ “door in the face” ซึ่ง 2 อย่างนี้ถือเป็นหัวใจสำคัญในการขายแบบนี้ โดยจะสามารถสลับใช้กันได้ และซ้อนกันไปมา ตามสถานการณ์ที่เกิดขึ้นตรงหน้า ผู้ใช้จะวิเคราะห์จากพฤติกรรมของผู้ถูกใช้ค่ะ เมื่ออ่านจากที่เจ้าขอกระทู้แล้ว ก็จะวิเคราะห์ได้ดังนี้ค่ะ

1.ผู้ใช้เทคนิค ยื่นข้อเสนอแรกให้กับผู้ถูกใช้ (พนักงานจัดบู๊ทเดินมาบอกว่าสนใจรับคอร์สบำรุงหน้าไหม) และพบว่าถูกการปฏิเสธ (รีบบอกทันทีว่าไม่สนใจครับ)
2.ผู้ใช้ ใช้เทคนิค door in the face เทคนิคนี้ คือการ ร้องขอในเรื่องที่อีกฝ่ายทำตามไม่ได้แน่ๆ (ก็คือ “การซื้อคอร์ส” เพราะส่วนใหญ่เขารู้ว่า จะได้รับการปฏิเสธจากลูกค้าแน่นอน!!) และเมื่ออีกฝ่ายปฎิเสธข้อเสนอแรกเราจึงยื่นข้อเสนอที่สามารถทำได้ง่ายกว่า ในที่นี้ก็เริ่มจากการให้ทำอะไรเล็ก ๆน้อย ๆ ที่พอจะทำได้และไม่ทันได้เอะใจ ก็คือ การเขียนข้อมูลตามที่ พนักงานร้องขอ
3.ผู้ใช้ เทคนิคตรวจพบพฤติกรรม การยอมทำตามของผู้ถูกใช้จึงเริ่มใช้เทคนิคต่อไป ที่ชื่อว่า foot in the door คือ การขอร้องในเรื่องเล็กๆน้อยๆ แล้วเมื่อบุคคลนั้นปฎิบัติตาม จึงค่อยร้องขอในสิ่งที่เขาต้องการจริง เนื่องจาก ผู้ที่เคยถูกร้องขอให้ทำสิ่งใดสิ่งหนึ่งแล้ว เขาจะมีโอกาสทำต่อไป เนื่องด้วยความต่อเนื่อง หากเรายอมไปเรื่อย ที่ละ เล็ก ๆ น้อย ๆ รู้ตัวอีกทีเราก็จะทำครบทุกเงื่อนไขที่เขาต้องการ โดนที่เราไม่รู้ตัว หรือรู้ตัวก็ปฏิเสธยาก เพราะคนไทยมีจุดอ่อนตรงนี้ ตรงที่ “ขี้เกรงใจ” ซึ่งนอกจาก 2 เทคนิคข้างต้นแล้วมันยังมีการใช้เทคนิคอื่น ๆ ร่วมด้วยในการทำให้เราเกิดการ “ยอมทำตาม” !! Foot in the door มักถูกใช้ก่อน Door in the face ในที่นี้ หากมองว่ากระบวนการเริ่มตั้งแต่ การร้องขอให้กรอกข้อมูลเล็กน้อย ๆ แต่อย่างว่าผู้ใช้เทคนิคได้คาดการณ์คำตอบเชิงปฏิเสธไว้แล้ว จึงเข้าข่ายเริ่มใช้ door in the face ก่อน วิธีวิเคราะห์ว่าใช้อะไรก่อนหลัง ให้ยึดจากผลของการทำตามเป็นหลัก ว่า ผู้ถูกใช้ “ยอมทำตามก่อน” หรือ “ปฏิเสธก่อน”

หากใครอ่านแล้วยังไม่เข้าใจให้นึกย้อนไปถึงตอนที่เราโดนหลอกขายประกันผ่านทางโทรศัพท์ แล้วเราจะร้องอ๋อทันที “ทุกคำปฏิเสธของเราจะถูกวิเคราะห์และเตรียมคำตอบหรือข้อเสนอใหม่ที่เราสามารถทำได้ไว้ล่วงหน้าหมดแล้ว” สิ่งที่ดีที่สุดก็คือการกล้าที่จะปฏิเสธหรือใครเกรงว่าจะปฏิเสธไม่ได้ ก็ให้หลีกเลี่ยงที่จะพบเจออะไรแบบนี้ไปเลย ขอให้ทุกคนเข้าใจและรับมือได้นะคะ โชคดี อิอิ

 

วิธีแก้เผ็ดแบบสะใจนิดๆ

5555 เราเคยโดนแบบนี้ค่ะ แล้วเราดันมีเวลาว่าางมากๆด้วย เราเคยไปเดินห้างฮาร์เบอร์มอล์ แหลมฉบังค่ะ เพราะปรกติเราเปิดคอร์สทำหน้าไว้ที่คลินิคแห่งหนึ่งอยู่แล้ว แต่วันนั้นเป็นวันเสาร์ที่คลินิคไม่มีเตียงว่างและเราต้องรอ 1 ชม.เต็มๆ เราเลยไปเดินเล่นค่ะ ขณะนั้นก็มีแบบนี้เลยค่ะมีเซลล์มาขายคอร์สทำหน้า ดูดไขมัน ทำหน้าอก สารพัด เราก็ไปนั่งคุยกับนาง ดูราคานู้นนี่นั่น เขาก็ถามว่ามีบัตรใหมเราก็บอกไม่มีแต่ว่าเดี๋ยวโทรหาแม่ดู แล้วเราก็โทรไปหาคนนั้น คนนี้ คุยโทรศัพท์อยู่ตรงนั้นประมาณ 10 นาทีต่อสาย คุยประมาณ 5 สาย พ่อ แม่ เพื่อน แฟน หลาน 55555 พวกนั้นยังรำคาญเราเลย อยากให้เราลุกออกจากบูธมาก พอครบ ชม.เราบอกพวกเธอว่าคอร์สพวกนี้พ่อ แม่ เพื่อ แฟน หลาน บอกว่าไม่มีประโยชน์ การออกกำลังกายดีกว่า แล้วก็เดินหนีไปเลยค่ะ โดยที่พวกเซลล์ไม่ยื้อเราเลยนะ เหมือนเขาจะดีใจด้วยซ้ำ T_T

 

ประสบการณ์ตรง

ปลายปี59 ผมโดนบูธคลินิกนึงที่ The T…. เชิญผมมาลงทะเบียน แล้วให้วอยเชอร์ ไม่จบเอาผมไปสแกนหน้าทำระบบคอมต่างๆ ซึ่งผมทราบว่าพวกนี้มันเมคขึ้นได้ โดยส่วนตัวผมมีเพื่อนเป็นหมอและตรวจผิวหน้ากับเขาแล้วมันโอเค แต่ตรวจกับอันนี้สิมีแต่ปัญหา เขาก็ถามว่าผมใช้ครีมอะไร ผมก็บอกใช้เคาเตอร์แบรนด์ครับ LaMer Dior Chanel

พนักงานก็บอกว่า มันไม่โอเคครับ นั้นนี้นู้น ผมมองพนักงานที่พูด เลนถามว่า น้องเคยใช้หรอ? พนักงานบอกไม่เคย เพราะมันแพงมาก เงินเดือนผมนิดนึงเอง ผมก็พูดแค่ “ครับ” โอเค

พนักงานก็เชิญไปนั่งที่โต๊ะรับแขก เสนอโปร 8 หมื่นให้ผม และให้รูดได้10เดือนไม่มีดอกเบี้ย ผมบอกเลยครับว่า. ไม่สนใจเพราะผมก็มีคลินิกประจำ เพื่อนผมเป็นหมออยู่แล้ว ทำหน้าได้ตลอด

พนักงานก็ไม่ยอมแพ้ ลดให้ผมเหลือ 5 หมื่น ผมก็ยังไม่เอาครับ

พนักงานก็รีบลุกไปตามผู้จัดการมา ผู้จัดการคนนี้หน้าตาบอกยี่ห้อเลยครับว่า “ฉลาดแกมโกง ไม่จริงใจ เจ้าเล่ห์ “ สิ่งแรกที่เขาพูดก่อนเลย น้องหน้าดีมากอยู่แล้วใสมาก เด่นมาก ใช้ครีมแพงหน้าถึงดี นี้ขนาดอายุพึ่ง25 เหมือน18 เลย แล้วเขาก็ให้นามบัตรเขามา

ผมแอบยิ้ม แต่ในใจรู้แหละว่าการชมเพื่อเอาใจลูกค้า ผจก. คนนี้มองทุกอย่างที่ผมถือ โทรศัพท์ กระเป๋า สิ่งของต่างๆ แล้วพูดว่า ระดับคุณน้อง ถือIphone 7plus สีเจทแบล็ค(ตอนนั้นใครมีโครตเจ๋ง) ไม่ธรรมดา 5หมื่น ขนหน้าแข้งไม่ร่วงหรอก

แล้วเขาก็เปิดภาพผู้หญิงสูงอายุแนวๆคุณนายให้ผมดู อวดว่าคุณนายคนนี้ซื้อคอส 2แสน ผมก็บอก อ่อ หรอ?

เขาไม่จบความพยายาม ลดให้ผมอีก เหลือ 2หมื่น มีเงินคืน2000 ผ่อน10เดือน 0%

ผมก็ยังไม่เอา

เขาเลยบอกว่า งั้นผมสมนาคุณให้เต็มที่สุดๆ พิเศษไปเลยนะครับ 8999 บาท เครดิตคืนเงิน 200 ทำได้10ครั้ง ผ่อนได้10เดือน 0% ทำแบบบุฟเฟต์สุดๆเลย จากปกติ 8หมื่นนะ

ผมหัวเราะ เขาเลยขอดูบัตรเครดิตผมว่าใช้ของอะไร จะได้ทำโปรแกรมคืนเงินให้ ผมก็เปิดกระเป๋าเงิน ให้เขาดู ผมมีอยู่แค่นี้8ใบ ผจก.นี้ก็ตาโต ผมถามจะดูอันไหนอ่ะ เขาก็บอกขอดูกรุงศรี ผมยื่นให้เขาดู และเขารับไปพร้อมลุกไปเอาเอกสารซื้อคอสมาให้ผม และให้ผมเซนต์และขอบัตรประจำตัวประชาชน

ผมถามว่า ทำไมต้องเซนต์ซื้ออ่ะ ผมแค่ให้ดูบัตร และผมก็ไม่ซื้อด้วย ผมมีอสอยู่แล้ว ทำฟรีด้วย ขอบัตรผมคืนด้วยครับ

ผจก. เงิบครับ !!!! ผมดึงบัตรออกมาจากมือเขาและเก็บใส่กระเป๋าเงิน เสียงโทรศัพท์ดังขึ้น เพื่อนผมที่เป็นหมอโทรมาตามให้ผมขึ้นไปทำหน้าที่ร้านเขา

ผมเลยบอกเพื่อนโทรมาเรียกให้ไปทำหน้าแล้ว ขอตัวนะครับ พร้อมทิ้งนามบัตรและโบรชัวร์ วอยเชอร์นั้นไว้ตรงนั้นครับ

8หมื่น เหลือ 8999

ไปหลอกคนที่จิตอ่อนเถอะ

 

ข้อดีของการแต่งตัวโทรมๆไปห้างอีกคน

เวลาไปเดินห้างในเมืองคนเดียว ถ้าไม่ได้มีนัดใคร เราจะชอบแต่งตัวโทรมๆ ไปค่ะ หน้าไม่แต่ง ใส่แว่นอันใหญ่ ผูกผมลวกๆ เสื้อยืดกางเกงขาสั้นรองเท้าแตะ … วันไหนแต่งแบบนี้ไม่ค่อยโดนเรียกค่ะ

มีวันนึงเพิ่งกลับมาจากบ้าน ไม่ได้แต่งตัวดีเลยนะคะ แต่ดันหิ้วกระเป๋าใบแพงสีแดงมาด้วย ยอมรับเลย ใบเล็กนิดเดียว กำลังเดินผ่านแบบเร็วๆ แต่พนักงานยังมองเห็นอีกว่าแบรนด์อะไร โดนลากเข้าบูธไปตรวจหน้าเฉยยยยย ด้วยความที่อยากรู้เหมือนกันว่าพนักงานจะพูดอะไรบ้าง ก็เลยยอมไปตรวจ ไปฟัง

สุดท้ายผลที่เค้าบอกมา มันก็เป็นสิ่งที่เรารู้อยู่แล้ว ส่วนตัวเราเป็นคนศึกษาหาความรู้เรื่องผิวหน้าและส่วนผสมต่างๆ ของ skincare อยู่แล้วว่าอะไรใช้รักษาอะไร อะไรดีไม่ดีกับผิว … สิ่งต่างๆ เหล่านี้คือถ้าเราไม่ได้อ่านส่วนผสมเราจะไม่ยอมให้ได้แตะผิวหน้าเราเด็ดขาด แม้แต่ counter brand บางตัวอาศัยแค่ยี่ห้อดัง ขายแพงมากแต่พอดูส่วนผสมแล้วห่วยแตก ใส่อะไรมาตีกันจน cancel กันเองบ้าง เอา active ที่ oxidize ง่ายมาใส่แพ็คเกจแบบที่ต้องเปิดเพื่อใช้บ้าง … เพราะฉะนั้นเวลาจะใช้อะไรเราจะอ่านนานมาก ดูทุกอย่างจนถึงแพ็คเกจ

พนักงานก็พยายามตื๊อทุกรูปแบบเลยค่ะ โฆษณาว่าเครื่องมือนำเข้า นวัตกรรมใหม่ล่าสุด เสนอคอร์สป้อนน้ำเข้าผิวหน้า มีการโฆษณาว่าการเพิ่มอ๊อกซิเจนให้ใบหน้าแล้วจะดี ช่วยลดริ้วรอยก่อนวัย หน้าใสเต่งตึง เฮ้ยยยยย …. มันคือ total bullsh*t มาก อ๊อกซิเจนนี่แหละคือตัวเพิ่มอนุมูลอิสระ ต้นตอของริ้วรอย การทำทรีทเม้นต์แบบนี้ให้ผลฉาบฉวยมาก effect อยู่ได้ไม่นาน เหมาะกับการทำไปออกงานชั่วคราว นานๆ เข้ามันจะทำให้หน้าเราเหี่ยวต่างหาก

ฟังแค่นี้ก็รู้แล้วว่าพนักงานที่มาพูดๆ แค่จำสคริปต์มา แต่ไม่ได้มีคุณสมบัติหรือความรู้ความเข้าใจในผิวหน้ามากพอ ไม่ได้ qualified ในการให้คำปรึกษาด้านการรักษาหรือบำรุงผิวหน้าอะไรเลย

เราหนักแน่นในอุดมการณ์การบำรุงหน้าของตัวเองมากค่ะ เค้าจะเสนอจะถามอะไรมาเราก็ตอบว่า “ไม่ค่ะ” สั้นๆ อย่างเดียว … ทั้งหว่านล้อม ทั้งป้อยอต่างๆ นานา เราก็ไม่เอา ลดแลกแจกแถม เสนอตั้งแต่คอร์สเป็นแสน จนสองพันเราก็ไม่เอา … สุดท้ายก็ประชดเราประมาณว่าแบบ “ดูซิเนี่ย ใช้กระเป๋าใบตั้งแพง เงินแค่ 2000 ขนหน้าแข้งไม่ร่วงหรอกค่ะน้อง ซื้อสิ่งที่ดีให้ตัวเอง ถ้าแค่ 2000 น้องยังไม่กล้าเสีย คอร์สเป็นหมื่นน้องก็ไม่ยอมลงทุนหรอก” … เราก็เลยตอบกลับว่า “2000 มันก็เงินค่ะ และเป็นเงินที่เราหามา เราจะเสียไปทำไมล่ะในเมื่อเราก็ไม่ได้อยากได้? ก็บอกแล้วไงคะว่าถ้าไม่ได้อ่านส่วนผสมเราจะไม่ให้อะไรได้แตะผิวหน้าเราเด็ดขาด”

สุดท้ายคงรู้ตัวว่าโน้มน้าวเราไม่ได้จริงๆ เลยฝากโบรชัวร์ 1 ใบกับเบอร์โทรไว้ก่อนปล่อยให้เราเดินออกมา เสียเวลาไป 1 ชั่วโมงกว่า … สงสารคนใจอ่อนโต๊ะข้างๆ ที่หลงเซ็นต์ซื้อคอร์สไปมากๆ เดินออกไปแบบงงๆ 2-3 คนแล้ว ส่วนเราก็เดินออกไปแบบไม่มีแผล … ไม่ได้แอ้มน้องหรอกค่ะพี่ 555

 

เป็นไงบ้างครับ ประสบการณ์และวิธีของแต่ละคนนั้นเหมือนแบบที่คุณเคยเจอมั้ย ถ้าอ่านแล้วยังไม่หนำใจ ลองเข้าไปอ่านและแสดงความคิดเห็นเพิ่มเติมที่กระทู้ต้นทางกันเลยดีกว่า https://pantip.com/topic/37985946

ปล.อย่าลืมกดไลค์กดแชร์กระทู้ต้นทางด้วยนะจ้ะ