เล่าประสบการณ์ ในการเก็บเงินได้สิบกว่าล้าน ก่อนอายุ 40
ผู้ชายที่ไม่ชอบง้อแฟนไม่กลัวเสียแฟนไปหรอ?

เล่าประสบการณ์ ในการเก็บเงินได้สิบกว่าล้าน ก่อนอายุ 40

กระทู้นี้เป็นอะไรที่อยากแบ่งปันจริงๆ หลายคนอาจจะมองว่า ไม่จริงบ้างอะไรบ้าง แต่เชื่อเถอะว่า ในโลกของความเป็นจริงนั้น มันยังมีสังคมของคนที่ประสบความสำเร็จในอาชีพจนทำให้การหาเงินนั้นเป็นเรื่องง่ายกว่าที่คิด เหมือนเจ้าของกระทู้นี้ที่มาแบ่งปันประสบการณ์ มาดูกันเลยดีกว่า

เล่าประสบการณ์ ในการเก็บเงินได้สิบกว่าล้าน ก่อนอายุ 40

ผมขายข้าวแกงกับป้าในตึกแถว2คูหา ทำงานทุกวัน ไม่มีวันหยุด 365วัน เปิดทุกวัน อาจมีป่วยบ้าง แต่ไม่เกิน5วันต่อปี ในขณะที่คนทั่วไป ทำงานแค่จันทร์-ศุกร์ หยุดเสาร์ อาทิตย์ และวันหยุดนักขัตฤกษ์ ใน1ปี มีวันหยุดรวม 130วันต่อปี 18ปีที่ผ่านมา ผมทำงานมากกว่าคนอื่นที่อายุเท่ากัน ถึง2340วัน หรือคิดเป็น 6ปีกว่าๆ ในขณะที่คนอื่น นอนตื่นสายในวันเสาร์. อาทิตย์ และออกไปเดินห้างตอนบ่ายๆ ส่วนผมยังคงทำงานตั้งแต่เช้าถึงค่ำ ถ้าผมกำไรวันละ2,000บาท เท่ากับว่าในขณะที่คนอื่นไม่ต้องทำงาน ผมทำเงินไปเกือบ5ล้านบาท ตลอด18ปีที่ผ่านมา

ผมไม่มีเวลากินข้าวแบบคนทั่วไป ต้องทำงานไปกินไป บางทีได้กินข้าวเช้าตอนเที่ยง ผมเหนื่อยและท้อ เกินกว่า20ครั้ง หลายครั้งร้องไห้ในส้วมว่าทำไมชีวิตกรูถึงลำบากขนาดนี้ บางทีปวดขี้ยังต้องอั้นขี้ไว้ จ้างคนงานเยอะกว่านี้ไม่ได้ ไม่คุ้มกับกำไร คนที่ไม่ใช่อาชีพค้าขาย ก็มักจะบอกว่าทำไมไม่หยุดเสาร์ อาทิตย์ แต่คนที่ค้าขายแทบทุกคน ล้วนต้องทำงานทุกวัน เหตุผลก็ไม่ทราบเหมือนกัน คงเป็นคำสาปของคนทำอาชีพนี้ ที่มันเป็นแบบนี้มาตลอด

ทุกอย่างมีราคาที่ต้องจ่าย การเดินมาถึงจุดนี้ของผม ผมแลกมาด้วยวันหยุด2340วัน แลกมาด้วยความลำบาก ความสุข และสมดุลของชีวิต ผมยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าทั้งหมดที่ทำไมถูกหรือผิด เส้นทางที่เลือกเดินมานี้ มันผิดพลาดรึป่าว เวลาดูยอดเงินในสมุดเงินฝาก เป็นความรู้สึกที่บอกไม่ถูก ถามว่ามีความสุขไหม ตอบไม่ถูกเหมือนกันครับ เพราะเรารู้อยู่แก่ใจว่าเราได้เสียอะไรไปมากมายจริงๆเพื่อแลกมันมา

รวยเร็วเป็นไปได้ แต่รวยง่ายๆ ไม่มี ประโยคนี้เป็นความจริงครับ ผมไม่ใช่คนเก่งแบบที่เห็นกันในทีวี ทำธุรกิจ2-3ปี มีเงิน100ล้าน ผมทำงานตั้งแต่อายุ22 ตอนนี้เกือบ40 ทำงาน17-18ปี วันนี้ก็ไม่รู้เรียกตัวเองว่ารวยได้รึยัง แต่ก็ใช้เวลาไม่น้อย

ใครที่อ่านถึงตรงนี้ แล้วอายุพอๆกับผม แล้วยังมีเงินไม่ถึง10ล้าน ไม่ต้องเสียใจครับ คุณอาจจะมีความสุขมากกว่าผม มีสมดุลชีวิตที่กว่า ได้กินข้าวตรงเวลา ได้มีเวลาว่าง ได้เดินห้างในวันหยุด ได้นอนตื่นสาย ปวดขี้ตอนไหนก็ขี้ได้ ได้พักผ่อนมาแล้ว2340วัน ในขณะที่ผมไม่มีสักอย่างที่กล่าวมา

และใครที่อ่านมาถึงตรงนี้ แล้วคิดว่าคุณยอมแลกเวลาในชีวิตคุณ ยอมสละความสุข เพื่อเป้าหมายคือเงิน แล้วอยากหาอะไรทำเพิ่มเติมในวันหยุด ผมไม่รู้ว่าจะแนะนำให้คุณขายอะไรนะ แต่แนะนำได้ว่าอะไรที่คุณไม่ควรทำเด็ดขาด สิ่งที่ไม่ควรทำเด็ดขาดคือ ธุรกิจซื้อมาขายไป ป้าผมเปิดร้านขายของโชว์ห่วยมาก่อนจะมาขายข้าวแกง ทำมา20ปี ไม่มีเงินเก็บเลย เพราะ ธุรกิจซื้อมาขายไป คือธุรกิจที่แย่ที่สุด ไม่มีใครทำแล้วรวย คนรวยมีอยู่คนเดียวคือ เจ้าของบริษัทที่ผลิตสินค้า เพราะทุกคนที่เปิดร้านจะสั่งของมาขายแล้วตัดราคากัน จนเจ๊งกันหมด มีแต่บริษัทที่ผลิตเท่านั้นที่รวย

และธุรกิจซื้อมาขายไป คุณขายแพงไม่ได้ แค่แพงกว่าร้านข้างๆ5บาท ก็ขายไม่ได้แล้ว มันจึงได้กำไรน้อยมาก ไม่คุ้มเหนื่อย หรือการสั่งของจากจีนมาขาย อันนี้ไม่ควรทำ เพราะทุกคนก็คิดและทำแบบที่คุณทำ สุดท้ายตายหมด เพราะตัดราคากัน อย่างเคสมือถือ เสื้อผ้า อะไรที่มาจากจีน ไม่ต้องคิดเอามาขายครับ คนที่รวยคือโรงงานจีน เพราะผลิตออกมาให้พวกคุณซื้อมาขายตัดราคากัน ผมไม่ได้แนะนำให้คุณไปเปิดโรงงานผลิตสินค้านะครับ แค่จะบอกว่าให้คุณขายของที่คุณทำมันขึ้นมาเอง เช่น อาหาร ขนม เหมือนที่ผมขายข้าวแกง ถ้าลูกค้าชอบรสชาติของเรา ต่อให้ร้านข้างๆขายถูกกว่า5บาท เขาก็ยังมาซื้อเรา การขายของกินกำไรดีมากครับ ลงทุน1,000บาท กำไร1,000-2,000บาท คิดเป็น 100-200% เมื่อก่อนป้าขายของโชว์ห่วย กำไรต่อชิ้น 3-5% อย่างหรูไม่เกิน 10% ขายแพงกว่านี้ก็ไม่ได้ เพราะร้านอื่นเขาขายกันเท่านี้ เรียกว่าลงทุนสั่งของมา 1,000บาท กำไร 50-100บาท แต่ขายของกิน ลงทุน1,000บาท กำไร 1,000-2,000บาท ต่างกัน10-20เท่า และเราทำขนมขายด้วย พวกขนมชิ้นเล็กๆ เช่นคุกกี้ ขนมปัง พวกนี้กำไรดีกว่าข้าวแกง แต่ขายออกช้ากว่า แต่เก็บได้3วัน ไม่เน่าเร็วเหมือนอาหาร

ถ้าใครเคยทำธุรกิจซื้อมาขายไป จะเข้าใจที่ผมพูด มันไม่มีอะไรที่คุณสามารถขายกำไรได้2เท่า ถ้าทุนไม่เยอะ ทำขนมจะดีสุดครับ เพราะพวกแป้ง เนย มันไม่เน่า ไม่เหมือนหมูและผัก และทำแล้วเก็บได้หลายวัน กำไรราวๆ300% เช่น ลงทุน1,000 จะขายได้ราวๆ3-4พันบาท คุณอาจจะแปลกใจถ้าผมจะบอกว่า ร้านอาหารส่วนมาก ที่ไม่เจ๊งนะ รวยทุกคน ของผมเป็นร้านข้าวแกง ยังถือว่าสเกลเล็กกว่าร้านอาหารใหญ่ๆทั่วไป ร้านอาหารที่เปิดมานานแบบป้าผม รวยกว่าผมเยอะครับ พวกเขามีตึกแถวหลายห้อง ห้องละหลายล้าน มีที่ดิน และหลายๆร้านขับรถเบนซ์ คุณลองไปดูเจ้าของร้านอาหารในจังหวัดของคุณที่เปิดมาเกิน10ปี ไปดูว่าเขารวยแบบที่ผมพูดไหม ทุกคนมีบ้านหรู มีรถหรู มีตึกแถว มีที่ดิน และเขาก็เปิดขายทุกวันแบบผม ไม่มีหยุด ทุกสิ่งที่เขามีในวันนี้ ล้วนแลกมาด้วยทุกอย่างแบบที่ผมเล่าไปทั้งนั้น

ความคิดเห็นที่ 5

เราอ่านประโยคนี้เเล้วซึ้งมากๆ เลย “เวลาดูยอดเงินในสมุดเงินฝาก เป็นความรู้สึกที่บอกไม่ถูก ถามว่ามีความสุขไหม ตอบไม่ถูกเหมือนกันครับ เพราะเรารู้อยู่แก่ใจว่าเราได้เสียอะไรไปมากมายจริงๆเพื่อแลกมันมา”หลายคนต้องเองก็ไม่ใช่คนเก่งอัจฉริยะเหมือนในทีวี  ต้องใช้ความขยัน ทุ่มเททุ่มเข้าไปในส่วนพรสวรรค์ที่เทียบเขาไม่ได้   อ่านเรื่องคุณแล้วคิดถึงแม่    เขาไม่ใช่คนเก่งแนวคิดค้นเทคโนโลยีใหม่ๆ  เลยเอาความขยัน อดทน ทดแทนตรงส่วนนี้  เรารู้สึกว่าคนรวยหลายๆคนเป็นคนขยันจริงๆ  แต่หลายๆคนก็จะเป็นคล้ายๆ แบบนี้คือตัวเลขเพิ่มขึ้น  แต่ไม่รู้ว่าตัวเองสุขหรือทุกข์กันแน่  เพราะไม่มีของต้องซื้อใช้ และไม่มีเวลา  แต่ยังต้องทำงานต่อไป  เพราะายได้ตรงนี้ยังไม่เพียงพอต่อครอบครัวหรือการลาออก

ความคิดเห็นที่ 7

เข้าใจหัวอกเดียวกันครับ ตอนนี้ผมอายุจะ 40 แล้วเกษียณตัวเองตั้งแต่ต้นปี มีเงินใช้โดยไม่ต้องกังวลหาเพิ่มเติม แค่มาเล่นหุ้นเป็นงานอดิเรก แต่ผมเสียเวลาในการทำงานมา 12 ปี โดยไม่ได้หยุดพักเลยสักวันเดียว ทุกวันคือวันทำงาน ต้องเลือกครับ ว่าจะอยากมีเงินเยอะโดยไม่รู้จะตายก่อนใช้หรือเปล่า หรือมีความสุขกับทุก ๆ วันแต่อาจไม่ได้รวยเหมือนคนอื่น ๆ !!

ความคิดเห็นที่ 16

เรา40 แต่เงินเก็บไม่เท่าคุณนะ มีเงินเก็บ และสินทรัพย์อยู่บ้างทำงานตั้งแต่เรียนจบเลย ไม่เคยปล่อยให้ตัวเองว่างงานโชคดีที่เราไม่มีหนี้ (คือเราไม่พยายามสร้างหนี้ด้วย ไม่มีเงินพร้อมคือไม่ซื้อ)ปัจจุบันค่อนข้างอิสระนะ เช้าไปฟิตเนส แล้วเข้าออฟฟิศ โดยรวมแล้วโอเคเลยแต่ช่วงหลังๆนี้กลับรู้สึกว่าความสุขมันใช่แบบนี้หรือเปล่า อะไรประมาณนี้อ่ะอาจมาจากช่วงวัย(หรือเปล่า) ที่ทำให้เราคิดแบบนี้

ความคิดเห็นที่ 18

สถานการณ์บังคับ ธุรกิจถูกส่งต่อมา ไม่มีทางเลือกต้องอดทนทำ มีความอึดอัดใจ สะสมเงินได้ 15 ล้าน ตอนอายุ 40 แล้วเลิกกิจการลองเทียบกับอีกคนที่อายุ 40 ได้ทำงานส่งเงินให้พ่อแม่ ที่เหลือ กินเที่ยว ใช้จ่ายเต็มที่มาตลอด 10 กว่าปี จนไม่มีเงินเก็บ มามีครอบครัว รับผิดชอบเพิ่มขึ้น รายได้เพิ่ม มีความเครียดจากงาน พออายุ 52 มีบ้านมีรถ มีเงินเก็บเฉพาะตัวเองอีก 15 ล้าน แล้วลาออกอายุ 40 มี 15 ล้าน เร็วกว่าอีกคนที่มี 15 ล้านตอนอายุ 52 สถานการณ์ต่างกัน บอกไม่ได้ว่าใครดีกว่ากันชีวิตแต่ละคนต่างกัน ปรับสมดุลของตัวเอง หาเงิน ใช้เงิน และเก็บให้พอใช้จ่ายในยามชรา

ความคิดเห็นที่ 19

ขยันไม่ต้องส่งเสียเลี้ยงลูกเต้า ไงก็เหลือเก็บครับ  ผมลูก3คน เก็บได้หน่อยเดียวเองตอนอายุฉี่ฉิบ  ตอนนี้ลูก3คนนั้น ทำงานกินเงินเดือนทั้ง3คนกันแล้วครับ  มีความสุขมากๆแม้นเก็บไม่ได้สิบล้านเหมือนคุณครับผมว่าเก็บเงินได้ไม่ได้มากนักรวมทั้ง บ้านช่อง ธรรมดาครับที่เล่ามาอย่าเลิกครับ ทำไปเรื่อยๆ หยุด 1 วัน/สัปดาห์ เที่ยวไกลๆปีละ1-2รอบทำร้านให้สวยกว่าเดิม เข้ากับ นิว นอมอลทำอาหารให้คนกินมีบุญอ๊อก จัดเวลา เข้าห้องน้ำให้ดีๆ กินให้อิ่มก่อนเปิดร้าน

ความคิดเห็นที่ 26

มันจะดีครับ ถ้าคุณไม่เปรียบเทียบ กับคนที่เขา มีวันหยุดหรือหยุด มันจะดีถ้าคุณพูดแค่ว่า ผมทำงานหนักไม่มีวันหยุด  แต่คุณกลับพูดกระทบถึงคนอื่น ๆ ที่ไม่ขยันเหมือนคุณ  ทุกคนมีสิทธิ์ ที่จะเลือกทางเดินครับ  ไม่จำเป็นต้องพูดถึงคนที่เขาไม่ขยัน ครับ แค่พูดถึงชีวิตคุณเองก็พอแล้ว

ความคิดเห็นที่ 32

ขอคิดแย้งหน่อยนะครับ มันก็ไม่มีสูตรตายตัวเรื่องความรวยหรอกบางคนโฉลกกับขายส่ง บางคนเน้นขายปลีกบางคนถนัด online บางรายต้องหน้าร้านเอาเป็นว่าลองแบบไหนแล้วไม่เวิร์ค ก็เปลี่ยนแนว(ขาย) ไปจนเจอละกันแต่ที่ผมจับแนวได้คือ อย่าขายแค่ของ ต้องใส่มูลค่าเพิ่มลงไป แม้ของอย่างเดียวกันซื้อกับเราลูกค้าต้องรู้สึกได้ถึงความแตกต่าง เช่นคำแนะนำ การดูและ และที่สำคัญคือความไว้เนื้อเชื่อใจตัวมูบค่าเพิ่ม (Value added) นี้ต่างหากที่มีราคามหาศาล ลูกค้าเมื่อชื่นชอบแล้วจะยินดีจ่ายด้วยความเต็มใจ เพราะความรู้สึกที่ได้มากกว่าเงินที่จ่ายลงไป..

เป็นยังไงกันบ้าง อ่านแล้วพอจะมีไฟกันขึ้นบ้างมั้ย หรืออ่านแล้วมีความเห็นกันยังไง อย่าลืมเล่าสู่กันฟังนะ https://pantip.com/topic/39971800