อยากก้าวออกจาก ‘เซฟโซน’ ค่ะ ต้องเริ่มจากตรงไหนบ้างคะ?
ผู้ชายที่ไม่ชอบง้อแฟนไม่กลัวเสียแฟนไปหรอ?

อยากก้าวออกจาก ‘เซฟโซน’ ค่ะ ต้องเริ่มจากตรงไหนบ้างคะ?

มีผู้หญิงหลายคนไม่น้อยที่หลบซ่อนอยู่ในที่ปลอดภัย อยู่ภายใต้กฏ ความถูกต้อง ภาพลักษณ์ที่ดี บ้างก็เพราะถูกสอนมาแบบนั้น กับเป็นเองตามธรรมชาติไม่ได้จริตอะไร ปัญหามันอยู่ที่คนเราจะอยู่ในเซฟโซนตลอดไปไม่ได้ ไม่ต่างจากกบในกะลา บางครั้งการได้ทำสิ่งใหม่ๆ หรือแปลกจากที่เคยก็ให้สิ่งที่เราหาซื้อไม่ได้ คุณล่ะมีเซฟโซนของตัวเองไหม ถ้ามี…จะเริ่มก้าวขาออกมายังไง?

เจ้าของกระทู้ตั้งกระทู้ขึ้นมาว่า….

อยากก้าวออกจากเซฟโซนค่ะ ต้องเริ่มจากตรงไหนบ้างคะ?

‘คือวันนี้เมทจขกท ได้ถามจขกทบอกว่า เคยทาเล็บมั้ย? จขกทก็ตอบว่าไม่ เคยแต่งหน้ามั้ย ? จขกทก็ไม่ ตั้งแต่มัธยมปลายมาจนถึงมหาลัย จขกทไม่เคยทำเลย ไม่เคยแต่งหน้า ไม่เคยย้อมผม ไม่เคยตัดเล็บ ไม่เคยนุ่งสั้นออกข้างนอก และกฎอีกหลายแบบที่จขกทสร้างขึ้นมาเอง บางทีมันก็ทำให้เรารู้สึกว่าเราก็อยากทำแบบนั้นบ้าง แต่ก็ไม่มีความมั่นใจอยู่ดี เพราะไม่เคยทำมาก่อน เมทเลยบอกให้จขกทลองออกจากเซฟโซนบ้าง แต่ก็มีเหตุผลหนึ่งที่จขกทไม่อยากออกคือบางทีเราก็กลัวครอบครัวเราจะรับไม่ได้ เพราะพ่อกับแม่เป็นคนคิดมาก พ่อแม่ก็อยากให้เราเป็นคนเรียบร้อยในตอนเรียนมหาลัยอยู่ แต่ก็อยากลองทำอะไรแปลกๆบ้าง บ่อยครั้มักมีคนบอกว่าเราเป็นคนเรียบร้อย เรียบร้อยจริงๆ หรือไม่ก็เป็นคนดีเกินไปแต่จริงๆจขกทไม่ใช่คนดีเลยนะคะ มีเลวบ้างปะปนกันไป คือจขกทเป็นคนที่เรียกว่าไร้สาระนะคะ เช่นบางอย่างที่คนอื่นบอกเราก็ใจอ่อนง่าย ยอมทุกอย่าง หรือไม่กล้าปฎิเสธคน บางทีเราก็รู้สึกผิดได้ง่าย บางครั้งเวลาต่อแถวเพื่อนฝากจ่ายเราก็บอกว่ามันจะเหมือนลัดคิวรึเปล่า หรือบางทีก็โบราณเกินไป 5555 อีกอย่างเหมือนเราแบกความหวังพ่อแม่ไว้ด้วยเพราะเราเป็นพี่ จขกทมีน้องนะคะ แต่น้องก็จะดื้อๆซนๆหน่อย แต่ด้วยความที่มัธยมเราวางกรอบนั้นด้วยตัวเอง มันเลยทำให้เราต้องวางกรอบมาจนถึงมหาลัย แต่ครั้งหนึ่งเราก็เคยออกนอกกรอบบ้าง แต่ก็ได้รับการเตือนว่า แต่งหน้าตอนปี3 ดีกว่ามั้ย เพราะปี1 ยังไม่ต้องแต่ง เราก็เออออตามเพราะดูน่าเชื่อถือ แต่เราก็อยากรู้ว่าถ้าเราแต่งแล้วเราจะสวยมั้ย ถ้าเราลองเป็นอีกคนจะเป็นไง มันจะแตกต่างจากที่เราเคยเป็นมั้ย ก็เลยอยากสอบถามดูค่ะ ขอบคุณล่วงหน้านะคะ’

เข้าใจที่เป็นห่วงความรู้สึกพ่อแม่นะ ดีแล้วล่ะที่คิดถึงพวกท่าน แต่อะไรไม่ได้แย่มากก็ลองดูเนอะ การนอกกรอบไม่ได้ผิดเสมอไป บางครั้งก็ให้ในมุมสร้างสรรค์

ความคิดเห็นที่ 3

จะแต่งหน้า เปลี่ยนตัวเอง ยังไงก็คือตัวเราครับ เพราะรู้อยู่แก่ใจเราเอง อาจจะสวยน่ารักขึ้นมาก็ได้น้าาา

เราจะทำอะไรก็รู้อยู่แก่ใจเหมือนที่ความเห็นนี้บอกจริงๆ นะ ลองดูไม่เสียหาย เท่าที่คิดว่าเหมาะสม

ความคิดเห็นที่ 4

เริ่มจากทำเลย คิดอย่างเดียวมันออกไปไหนไม่ได้หรอก ต้องทำ ลองเริ่มต้นด้วยเปลี่ยนแปลงตัวเองในจุดเล็กๆน้อยๆก่อนอาทิเช่น ทาเล็บเท้า ทาเล็บมือ เปลี่ยนแนวการใส่ชุดชั้นใน ใช้น้ำหอม เป็นต้น แต่จะทำอะไรแบบนี้ต้องรู้ลิมิตด้วยว่าแบบไหนที่มันเกินงาม ต้องคอยเตือนตัวเองว่าอย่าให้มันถึงขนาดนำทางเราไปสู่การมั่วสุมในสถานอโคจร

ใช่เลย เริ่มจากทีละเล็กละน้อยเพื่อความสวยงาม หลายๆ ครั้งที่ภายนอกที่เป็นคนแต่งตัวแต่จริงๆ ก็เป็นคนเรียบร้อยออกเยอะนี่เนอะ มันก็แค่ของชอบผู้หญิง

ความคิดเห็นที่ 5

สำหรับเรา การไม่ทาเล็บ ไม่แต่งหน้า ไม่แต่งตัว ไม่ใช่การเรียกว่าเซฟโซน แต่มันคือ จริต ความชอบหรือไม่ชอบแค่นั้น จะทำอะไร อยู่ที่ความพอใจของตนเอง ไม่ใช่ฟังคนอื่นแล้วทำตามๆกันไป ถ้าใจไม่ชอบ และกล้าปฏิเสธ นี่สิ คนมั่นใจในตัวเอง ทำอะไรก็ได้ ที่ไม่ใช่เอาใจคนอื่น แต่ต้องเอาใจเราเป็นสำคัญ

จะเรียกแบบนั้นก็ไม่ผิดนะ จริตเพื่อตามใจพ่อแม่ หรือเห็นแก่สังคม ถ้าไม่ใช่ตัวเราก็อึดอัด

ความคิดเห็นที่ 6

เริ่มจากเปลี่ยนทรงผม แต่งหน้าบาง ๆ ก็พอ ครับ

มีการแต่งหลายอย่างที่เป็นธรรมชาติ ตัวเลือกเยอะแยะ

ความคิดเห็นที่ 7

ผมเดาว่า พ่อแม่ไม่น่าจะอยู่กับคุณตลอดเวลานะครับ ในขณะที่คุณอยู่คนเดียวในห้อง คุณก็ลองแต่งหน้าเล่นๆหน้ากระจกดูก็ได้นะครับ ในช่วงเวลาที่อยู่กับเพื่อนๆ อยากลองแต่งตัว หรือทำผมททำเล็บอะไรก็ลองทำได้เลยครับ ขอแค่ตอนกลับบ้านหรืออยู่กับพ่อแม่ คุณก็เป็นคนเดิม เป็นลูกที่น่ารักของพ่อแม่เหมือนเดิมก็พอครับ

เป็นไปได้ เพราะไม่ได้อยู่ใกล้ๆ พวกท่านเลยเป็นห่วง เราก็แต่งเฉพาะอยู่กับตัวเอง แต่พอกลับบ้านเพื่อความสบายใจของผู้ใหญ่ก็แต่งอย่างที่พวกท่านชอบ

ความคิดเห็นที่ 8

อ่านตั้งแต่เมื่อคืน อ่านแล้วยิ้ม ราวกับมาเขียนเอง ^^ ที่เล่ามานั้น อยากบอกนะคะ ว่าน้องมีคุณพ่อคุณแม่ที่อบรมเลี้ยงดูมาอย่างดี และที่สำคัญ ตลอดช่วงเวลาที่ผ่านมา น้องยังทำหน้าที่ของตนได้ดีอีกด้วย ประทับใจตรงที่ รู้ว่าพ่อแม่คิดมาก และอยากให้ลูกเรียบร้อย กับตรงที่บอกว่า อาจเพราะมีน้องด้วย โลกข้างนอกไม่ได้ปลอดภัยนัก จขกท โชคดีที่เชื่อฟังพ่อแม่ แต่เวลามันก็เคลื่อนไปเรื่อย ต่อไปเมื่อทำงานสังคมใหญ่ขึ้น และเป็นผู้ใหญ่ขึ้น การดูแลตัวเอง เสื้อผ้าหน้าผมบ้างก็น่าจะดี ลองเลือกดูค่ะ ว่าตนเองอยากเห็นตนเองในวัยทำงานสวยงามอย่างไร ลุคที่เรียบง่าย มินิมัลและคลาสซี่สักหน่อย เป็นลุคที่คิดว่าสวยได้ตลอด ไม่ขึ้นกับกาลเวลา เท่ากับคนที่แต่งตามแฟชั่น ที่เขียนมานั้น เป็นเรื่องภายนอก และเรื่องภายนอกอีกเช่นกัน แต่เป็นเรื่องความสัมพันธ์กับโลกนอกตัวหรือผู้อื่นต่างหาก ที่คิดว่า จขกท น่าจะคิดให้มาก เขียนอย่างนี้เพราะคิดว่า ทัศนคติ และท่าทีของ จขกท อยู่ในโซนอันตราย ตามที่ จขกท บอกว่า “ใจอ่อนง่าย ยอมทุกอย่าง หรือไม่กล้าปฎิเสธคน บางทีเราก็รู้สึกผิดได้ง่าย บางครั้งเวลาต่อแถวเพื่อนฝากจ่ายเราก็บอกว่ามันจะเหมือนลัดคิวรึเปล่า หรือบางทีก็โบราณเกินไป 5555” ทั้งหมดนี้ ใช้ไม่ได้บนโลกและสังคมที่กว้างขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในสังคมปัจจุบัน อาจถึงเวลาแล้วที่ จขกท ต้องพาตัวเองเข้าไปอยู่ในโซนปลอดภัย สรุปสั้น ๆ ตรงข้ามกับที่ จขกท เป็นอยู่ นั้นคือ ใจแข็ง ยอมบ้างแต่ไม่ทุกอย่าง และไม่ถือว่าการปฏิเสธเป้นเรื่องน่ากลัวและไม่สามารถทำได้ เอาใจช่วยให้ จขกท พาตัวเองออกจากโซนอันตรายและความเสี่ยงที่จะเกิดปัญหาสุขภาพจิตในระยะยาวค่ะ

แจ็งมากก็ไม่ดี อ่อนมากก็ไม่ดี ทางสายกลางยังใช้ได้เสมอทุกยุคทุกสมัย ถ้าเจ้าของกระทู้คิดแล้วและมั่นใจว่าสามารถดูแล ควบคุมตัวเองได้อย่างเหมาะสมก็ลงมือทำเลยค่ะ เราเป็นกำลังใจให้ในความกล้าคิดนอกกรอบเล็กๆ น้อยๆ แต่ควรอยู่ในสถานการณ์ที่ปลอดภัย ความเห็น 8 ดีมากและขอแนะนำใช้เป็นแนวทางนะคะ

อ่านเพิ่มเติมได้ที่ pantip.com