มนุษย์ทุกคนมีด้านมืด มีหลายบุคลิก แต่เรากำลังแอ๊บกันอยู่ใช่มั้ยคะ?
ผู้ชายที่ไม่ชอบง้อแฟนไม่กลัวเสียแฟนไปหรอ?

มนุษย์ทุกคนมีด้านมืด มีหลายบุคลิก แต่เรากำลังแอ๊บกันอยู่ใช่มั้ยคะ?

จากสื่อและอื่นๆ ในปัจจุบันทำให้เราเห็นว่านับวันความเย็นชาของมนุษย์มีมากขึ้น ทั้งความคิด การกระทำ หรือแม้แต่จิตสำนึก พึ่งเกิดความเปลี่ยนแปลงตามยุคสมัยงั้นหรือ? หรือมนุษย์ดิบเถื่อนมาตั้งแต่ต้นแต่เก็บซ่อนความเป็นสัตว์ร้ายเอาไว้ จนเป็นคำถามเกิดขึ้นว่า ทุกคนมีด้านมืดใช่ไหม? มีหลายบุคลิกเหมือนที่เราเห็น เป็นได้ทั้งดำและขาว ซึ่งอาการพวกนี้ถูกจัดอยู่ในหมวดทางการแพทย์คือ โรคหลายบุคลิก เมื่อมีคนแตกต่าง แสดงท่าทาง พฤติกรรมผิดแผกจากคนอื่นๆ ส่วนใหญ่จะถูกประเมินว่าเป็นคนป่วย ทั้งที่จริงๆ แล้วทุกคนป่วย แต่แค่บางคนเท่านั้นที่จะแสดงอาการป่วยนั้นออกมาจนต้องเข้ารักษา ส่วนเราทั้งหลายก็แค่คนป่วยที่ยังดูแลตัวเองได้ เหมือนเป็นไข้หวัด แต่จากไข้หวัดก็พัฒนาเป็นไข้หวัดใหญ่ ไข้หวัดนกได้ ถ้าไม่ควบคุม

 

 

เจ้าของกระทู้ตั้งกระทู้ว่า….

มนุษย์ทุกคนมีด้านมืด มีหลายบุคลิก แต่เรากำลังแอ๊บกันอยู่ใช่มั้ยคะ

‘จากข่าว เหตุการณ์หลายๆอย่างที่เกิดขึ้น ทั้งอาชญกรรม ฆาตกรรม บรรดาญาติพี่น้อง พ่อแม่ คนใกล้ตัว กลับออกมาปกป้องว่าคนร้ายเป็นคนดี สุภาพ เรียบร้อย ไม่นึกมาก่อนว่าจะทำเรื่องเลวๆร้ายๆได้ บางข่าวก็ออกมาปฏิเสธว่าไม่มีทางว่าคนร้ายจะเป็นคนนี้ บางข่าวก็อึ้งว่าไม่น่าเชื่อว่าคนนี้จะลงมือ ฯลฯ ทำให้กลับมาคิดว่าจริงๆแล้ว คนเราเลวร้ายมากๆ แต่เรากำลังแอ๊บดี แอบซ่อนความชั่วร้ายไว้ภายใน รอวันระเบิดออกมา แล้วอย่างนี้เราจะไว้ใจใครได้บ้างเนี่ย’

 

 

ความคิดเห็นที่ 2

คิดว่าไม่ เพราะเรามั่นใจว่าตัวเองไม่มีด้านมืดแน่นอน

 

 

เหมือนกันเลยยยย เราไม่มีด้านมืดน้อย มีแต่ด้านมืดมาก….

 

ความคิดเห็นที่ 4

ปกติก็เป็นกันทุกคนแหละ พวกมีความรู้สึกแรงๆ อยู่ในตัว ดูตอนขับรถก็ได้ บางคนนี่ด่าไม่หยุดปาก ถ้าชนนะจะเหยียบซ้ำให้ เอากระบอกจ่อมันดีมั้ย ฯลฯ ต่างแค่ลงมือจริงหรือได้แค่พูด ยิ่งถ้าเรียบร้อยไม่สู้คน หรือระบายให้ใครฟังไม่ได้ จะยิ่งหนัก เพราะแสดงออกไม่ได้ว่าโกรธ พอถึงขีดก็ปล่อยออกมาเลย สติสตังปลิวหายไปหมด

 

 

ความคิดเห็น 4 พูดดีมีเหตุผล ก็มันจริงเห็นได้ในสังคมแน่นอน

 

ความคิดเห็นที่ 6

ถ้าไม่ให้แอ๊บไว้แล้วจะให้ทำยังไงละครับ ไปยืนกลางตลาดแล้วประกาศบอกให้คนอื่นรับรู้ว่าตนเองแย่อะไรบ้างอะหรอ คนเราแอบซ่อนทั้งด้านสว่างและด้านมืดไว้ในตัวครับ เวลาเราไปทำความดีอะไรมาเราจำเป็นต้องไปบอกคนอื่นมั้ย เวลาเราไปทำเรื่องไม่ดีอะไรมาเราจำเป็นต้องไปบอกคนอื่นมั้ย สิ่งที่ จขกท.กำลังเป็นคือพฤติกรรมอยากรู้อยากเห็นชีวิตของคนอื่นครับ ทุกคนมีด้านมืด มีด้านแย่ๆ ในตัว แต่เราต้องควบคุมมันไว้หรือลบล้างมันออกไปจากตัวให้ได้ มันไม่ใช่เรื่องที่ควรแสดงออกหรือเอาไปประกาศให้คนอื่นรับรู้นะครับ

 

 

ถ้าทุกคนพร้อมใจกันประกาศถึงด้านแย่ๆ ของตัวเอง โลกนี้คงชุลมุนน่าดู

 

ความคิดเห็นที่ 7

มีมุกหนึ่ง ที่เราจำมาจากหนัง (จำชื่อเรื่องไม่ได้แล้ว) เราจะเอามุกนี้มาใช้เสมอ “ฉันไว้ใจคุณค่ะ… แต่ฉันไม่ไว้ใจกิเลสของคุณ” ซึ่ง ดูๆไปเหมือนคำพูดเล่น ที่มีความจริงซ่อนอยู่ และมีหมายความตามนั้นเป๊ะๆ คนดีๆ ที่เราเห็น ที่เราพบเจอ เวลาฟิวส์ขาดขึ้นมา สิ่งที่เขาทำ อาจจะเหมือนคนที่เราไม่เคยรู้จักมาก่อนเลยก็เป็นได้ คนที่ปกติ ไม่เคยแม้แต่ จะทำผิดกฏจราจร เวลากิเลสครอบงำใจขึ้นมา อาจก่อความผิดอุกฉกรรจ์ ขึ้นได้ สิ่งที่มนุษย์ ได้ชื่อว่าประเสริฐ คือ การรู้จักมีสติ ควบคุม ราคะ โทสะ ในใจตนนี่แหละค่ะ คุมไว้ให้ดี ด้วยศีล…จะได้ไม่ไปทำร้ายตนเอง คนรอบกาย และสังคมที่ตนอาศัย ขอเพียงมีความยับยั้งชั่งใจ…และมั่นใจให้ได้ว่า จะไม่ให้โอกาสใครได้พูดถึงเราแบบนั้น ก็แล้วกัน

 

 

ความคิดเห็นที่ 11

คนเราซับซ้อนกว่านั้นครับ ไม่มีใครดีตลอดเวลา และไม่มีใครชั่วตลอดเวลาครับ ถามว่าแอ๊บมั้ยก็คงไม่ได้แอ๊บ ตัวตนทุกคนก็เป็นยังงั้น มีทุกอย่างปนๆกันในคนเดียว ไอ้เรื่องไว้ใจคนไม่ได้เนี่ย คือเรื่องปรกติเลยครับ ถ้าไว้ใจใครเมื่อไหร่คือพลาดแล้ว

 

 

ชอบตรงที่บอกว่าคนเราซับซ้อนกว่านั้น และไม่มีใครดีตลอดเวลา ในทุกๆ วัน เชื่อเถอะว่าสัก 1% คุณก็ได้แสดงมันออกมาแล้ว

 

ความคิดเห็นที่ 15

เราไม่เรียกแอ๊บค่ะ เราเรียกควบคุมการกระทำ

 

 

แอ๊บกับไม่แสดงพฤติกรรมด้านลบ ถ้าลองมองดีๆ ความต่างมันห่างกันเพียงไม่กี่มิลจริงๆ

 

ความคิดเห็นที่ 50

อิด (id) เป็นส่วนของจิตใจที่ไร้สำนึก หุนหันพลันแล่นและเหมือนเด็กซึ่งทำงานอยู่บน “หลักความพึงพอใจ” และเป็นแหล่งที่มาของแรงกระตุ้นและแรงขับพื้นฐาน อิดแสวงความต้องการและความพึงพอใจทันที ส่วนอภิอัตตา (superego) เป็นองค์ประกอบทางศีลธรรมของจิตใจ ซึ่งพิจารณาว่า ไม่มีกรณีแวดล้อมพิเศษใดที่สิ่งที่ถูกต้องทางศีลธรรมอาจไม่ถูกต้องต่อสถานการณ์ที่กำลังเกิดขึ้น อัตตา (ego) ที่ปฏิบัติการอย่างเป็นเหตุเป็นผล พยายามรักษาสมดุลระหว่างการแสวงความพึงพอใจของอิดและการเน้นศีลธรรมของอภิอัตตาซึ่งปฏิบัติไม่ได้จริง อัตตาเป็นส่วนของจิตใจที่โดยปกติสะท้อนโดยตรงในการแสดงออกของบุคคลมากที่สุด เมื่อรับภาระหนักเกินไปหรือถูกคุกคามจากหน้าที่ของอัตตา มันจะใช้กลไกป้องกันตนเอง ซึ่งรวมถึงการปฏิเสธ การกดเก็บและการย้ายที่ มโนทัศน์นี้โดยปกติแสดงภาพโดย “แบบจำลองภูเขาน้ำแข็ง” แบบจำลองนี้แสดงบทบาทของอิด อัตตาและอภิอัตตาตามความคิดเกี่ยวกับ ภาวะรู้สำนึกและไม่รู้สำนึก ฟร็อยท์เปรียบเทียบความสัมพันธ์ระหว่างอัตตากับอิดว่าเหมือนสารถีกับม้า โดยม้าเป็นพลังงานและแรงขับ ส่วนสารถีคอยชี้นำ

 

 

อ่านเพิ่มเติมได้ที่ pantip.com