ทำไมคนบางส่วนถึงเลือกที่จะมีลูกทั้งๆ ที่รู้ว่าตัวเอง ‘ไม่พร้อม’ และมีรายได้น้อย
ผู้ชายที่ไม่ชอบง้อแฟนไม่กลัวเสียแฟนไปหรอ?

ทำไมคนบางส่วนถึงเลือกที่จะมีลูกทั้งๆ ที่รู้ว่าตัวเอง ‘ไม่พร้อม’ และมีรายได้น้อย

ด้วยคำถามของกระทู้นี้ไม่ใช่เรื่องน่าสงสัยอะไร เป็นเรื่องที่เข้าใจกันได้ง่ายๆ และมีเหตุผลรองรับที่ชัดเจนเพราะ ‘พลาด’ คำนี้มีหลายรูปแบบแต่สุดท้ายผลลัพธ์ก็ไม่ต่างกันเท่าไหร่ หรือบางคนอาจมีเหตุผลที่ลึกซึ้งกว่านั้นก็ต้องดูๆ กันไป

เจ้าของกระทู้ตั้งกระทู้ขึ้นมาว่า….

ทำไมคนบางส่วนถึงเลือกที่จะมีลูกทั้งๆที่รู้ว่าตัวเองไม่พร้อมและมีรายได้น้อย

‘ผมสงสัยครับ เพราะได้เห็นคนจำพวกนี้ผ่านตามาเยอะมากครับ รู้สึกแปลกๆ เพราะส่วนตัวผมคิดว่าต้องเป็นคนที่มีเงินถึงจริงๆ และมีรายได้ที่ค่อนข้างดีเท่านั้น ถึงจะมีลูกได้ แต่ทุกวันนี้ที่ผมเห็นคือมันไม่ใช่ละครับ ไม่ว่าจะเป็น ขอทานลูกสอง ลูกจ้างพม่าลูกหนึ่ง หรือ ลูกแม่ค้าพ่อค้าตามตลาด หรือว่าชาวนา เรียกได้ว่าเวลาเดินผ่านซักสองสามร้านนี่มีลูกทั้งสองสามร้านเลยครับ อย่าว่าผมเลยนะครับ ผมคิดว่า ถ้าคุณรู้ตัวว่ารายได้น้อย ไม่มากพอที่จะส่งเสียลูกให้มีหน้ามีตาในสังคม หรือว่าทำให้ลูกมีชีวิตที่ดี ไม่อดอยาก ไม่ลำบาก ก็ไม่ควรที่จะมีลูกไม่ใช่หรือไงครับ ทำไมต้องมีลูกทั้งๆที่เอาตัวเองยังไม่รอดครับ แล้วไม่คิดเลยเหรอว่า มีลูกแล้วจะมีเวลาสั่งสอน ไม่ให้ไปเป็นภาระสังคม ผมอยากทราบเหตุผลว่าทำไมคนพวกนี้ต้องมีลูก มันเป็นค่านิยมใหม่หรืออะไร?

ปล.กระทู้นี้ไม่มีเจตนาดูถูกหรือเหยียดหยามผู้มีรายได้น้อยครับ เป็นความสงสัยส่วนตัวที่ต้องการคำตอบ ใครไม่พอใจ ต้องขออภัยมา ณ ที่นี้ด้วยครับ

ปล.2คนที่รายได้น้อยแต่พลั้งพลาดมีลูก อันนี้ไม่พูดถึงนะครับ เป็นเหตุสุดวิสัย’

ความคิดเห็นที่ 1

จริงๆก็มีทั้งตั้งใจและไม่ตั้งใจนะคะ ไม่ตั้งใจคือคุมกำเนิดผิดพลาด เข้าไม่ถึงองค์ความรู้เรื่องคุมกำเนิด(ไม่เฉพาะคนจน คนรวยที่ท้องไม่ตั้งใจก็มีค่ะ) ส่วนที่ตั้งใจเพราะมองสมาชิกครอบครัวเป็นแรงงานค่ะ เลี้ยงไป 15-16 ปี จากนั้นก็มาช่วยกันทำงานหารายได้ และเมื่อเค้าแก่ตัวไปจะได้ไม่อดเพราะมีลูกช่วยเลี้ยง(คนจนแก่เร็วและสังขารร่วงโรยเร็วเพราะทำงานหนักมากนะคะ อันนี้ไม่เกี่ยวกับการดื่มและสูบนะคะ คนจนกับคนรวย ต่อให้ดื่มกับสูบเหมือนกัน แต่คนนึงอยู่ห้องแอร์ อีกคนกรำแดด หรือทำงานหนักวันละเป็นสิบชั่วโมง สภาพร่างกายยังไงก็ต่างกัน) ซึ่งวิธีคิดแบบนี้เป็นวิธีคิดแบบยุคเก่า แบบยุคเกษตรกรรมอะไรงี้ คนสมัยก่อนเน้นสร้างครอบครัวไว มีลูกเยอะ เพื่อลูกโตแล้วจะได้ขึ้นมาช่วยกันทำงาน เพาะปลูก สร้างครอบครัว สะสมทุนสะสมทรัพยากรกันต่อไป แต่ทุกวันนี้เกมมันเปลี่ยนนิดหน่อย วิธีนี้ไม่เวิร์คแล้ว แต่คนวิ่งตามโลกที่เป็นไม่ทันเพราะไม่ได้เข้าถึงโอกาส ไม่ได้เข้าถึงทรัพยากรที่จะนำมาพัฒนาองค์ความรู้เพื่อยกระดับตัวเองอะค่ะ โดยวิธีคิดเนี่ยมีปัญหา แต่ปัญหาที่ใหญ่กว่านั้นคือการไม่มองว่ามันเกิดจากความเหลื่อมล้ำของโครงสร้างทางสังคม การกระจุกตัวของทรัพยากร ปัญหาเรื่องการกระจายโอกาสและการพัฒนา กลายเป็นว่าคนจนก็ต้องต่อสู้กับศัตรูที่แข็งแกร่งขึ้น แต่เลเวลตัวเองขึ้นตามไม่ทัน กลายเป็นคนแพ้อยู่ซ้ำๆ (คนหลุดออกมาจากวงจรนี้ก็มี แต่น้อยมาก แม้คุณเป็นคนขยันแต่ไหน โอกาสที่คุณจะหลุดออกไปก็ยังน้อยมากเหมือนเดิม)

มาความเห็นแรกก็จัดเต็มกันเลยทีเดียว ทั้งมุมมอง ความคิด สื่อสะท้อนให้เห็นปัญหาการคุมกำเนิดและการเลี้ยงดูของปัจจุบัน ดูๆ แล้วก็เหมือนเกมที่มอนใหญ่ขึ้น จัดการยากขึ้น แต่เรายังถือแค่ไม้แห้งๆ ไล่จิ้ม?

ความคิดเห็นที่ 3

พวกที่พลาดก็เยอะ พวกที่ตั้งใจท้องเพื่อให้ได้แต่งงานก็มี

ส่วนใหญ่ที่เห็นจะอยู่ในกลุ่มพลาดกันเยอะ

ความคิดเห็นที่ 4

คนคิดแบบนี้เยอะครับ ทำให้ประชากร เกิดลดน้อยลงมากๆ จริงๆ น่าจะมีกฎเกณฑ์ทางสังคม เช่น เรียนจบ ต้องแต่งงานมีลูกนะ แล้วรัฐบาลก็ลดค่าครองชีพให้ หรือให้เงินสนับสนุน ปัจจุบัน เด็กเกิดน้อยลง เด็กไม่เก่งก็เข้า รร.ดังได้ ไม่ต้องแย่งกันเข้าแบบแต่ก่อนแล้ว

อีกไม่กี่ปีก็เข้าสังคมสูงวัย หรือแม้แต่ตอนนี้มองๆ ไปก็เห็นแต่วัยไล่เลี่ยกันแล้วค่ะ

ความคิดเห็นที่ 9

ลูกคนจนจะเป็นคนดีในอนาคตไม่ได้หรอคะ

ความคิดเห็นนี้น่าจะหลงประเด็นเข้ามาแบบมึนๆ แต่ถือว่าเป็นความเห็นที่มีอะไรให้คิดตามพอควร

ความคิดเห็นที่ 12

เค้าไม่ได้คิดไง บางคนก็คิดได้แค่ มีชีวิตอยู่ไปวันๆ

ดูตรงไปหน่อย แต่โลกเราก็แบบนี้แหละ มีอยู่จริงๆ

ความคิดเห็นที่ 18

หลายคนคิดแค่ว่า ไม่มีลูก แก่ตัวไปจะลำบากนะ ให้ลูกหาเลี้ยงตอนแก่ รับจากคนนั้นเท่านี้ คนนี้เท่านั้น ไม่ให้คืออกตัญญู จะเกษียณตอนนั้นตอนนี้ แต่บ่นเช้าบ่นเย็นว่ามีลูกแล้วเปลือง บอกทุกวันว่าจ่ายไปเท่าไหร่ ให้สำเหนียกในบุญคุณแล้วรีบคืนชั้นให้เร็วที่สุด ถามว่า..เขาขอคุณมาเกิดหรอ..ก็เปล่า แล้วทำไมเขาต้องเกิดมาท่ามกลางความลำบาก ความไม่พร้อม ความคิดน้อย ความรักสนุกของคนสองคน

การมีลูกไว้เพื่อการนั้นที่สนองแค่ตัวเองดูเป็นอะไรที่น่าเห็นใจแต่ก็หลีกหนีความจริงไม่ได้

อย่างที่เข้าใจกันว่าปัญหานี้มีทั้งตั้งใจกับพลาดซึ่งเปอร์เซ็นต์มันก็คงไล่เลี่ยกัน เข้าใจเจ้าของกระทู้เลยค่ะที่จู่ๆ คำถามนี้ก็ผุดขึ้นมา เพราะทุกคนสามารถเกิดคำถามได้เสมอ อยู่ที่คำถามนั้นคืออะไรแล้วได้รับคำตอบไหม เท่าที่อ่านมาทั้งหมดความเห็นแรกถือว่าตอบโจทย์ได้ละเอียดที่สุด หวังว่าเจ้าของกระทู้จะได้คำตอบแล้วนะคะ

อ่านเพิ่มเติมได้ที่ https://pantip.com/topic/38789669