คุยเรื่องงานแต่งกับแฟน แล้วแฟนตอบกลับมาว่า”ทำไมฝ่ายชายต้องมาสู่ขอให้สินสอดให้ฝ่ายหญิงทั้งๆที่พ่อแม่ก็เลี้ยงมาเหมือนๆกัน”
ผู้ชายที่ไม่ชอบง้อแฟนไม่กลัวเสียแฟนไปหรอ?

คุยเรื่องงานแต่งกับแฟน แล้วแฟนตอบกลับมาว่า”ทำไมฝ่ายชายต้องมาสู่ขอให้สินสอดให้ฝ่ายหญิงทั้งๆที่พ่อแม่ก็เลี้ยงมาเหมือนๆกัน”

หนุ่มๆไทยอาจจะเคยคิดใช่มั้ย ว่าเอ๊ะ! ทำไมเราต้องมีสินสอดด้วยนะ เคยได้ยินมาว่า เป็นค่าน้ำนมที่พ่อแม่ฝ่ายหญิงต้องเสียค่าเลี้ยงดูจนเติบโตมาได้ขนาดนี้ แต่เอ๊ะ.. พ่อแม่ผู้ชายก็ต้องเสียเงินเลี้ยงดูเหมือนกันนี่นา แล้วทำไมจะต้องเป็นฝ่ายรับภาระค่าสินสอดคนเดียวด้วย เอ้า~! มาดูความคิดเห็นเพื่อนๆในกระทู้นี้กันดีกว่า

คุยเรื่องงานแต่งกับแฟน แล้วแฟนตอบกลับมาว่า”ทำไมฝ่ายชายต้องมาสู่ขอให้สินสอดให้ฝ่ายหญิงทั้งๆที่พ่อแม่ก็เลี้ยงมาเหมือนๆกัน”

คบกับแฟนมานานแล้วค่ะ ทั้งสองทำงานแล้ว พอเวลาผ่านไป ก็เริ่มคุยกันเรื่องแต่งงาน แฟนตอบกลับมาว่าทำไมฝ่ายชายต้องรับผิดชอบฝ่ายเดียว ทั้งที่เกิดมาพ่อแม่ส่งเสียเลี้ยงดูมาเหมือนกัน แล้วทำไมฝ่ายหญิงไม่รับผิดชอบ สินสอด ทองหมั้นด้วย แต่งงานแล้วจะได้อะไร คำถามตามนี้เลยค่ะ

ความเห็นที่ 2 : เหมือนเป็นหลักประกันให้ฝ่ายหญิงว่าจะดูแลให้ดีแทนพ่อแม่

มันเป็นเหมือนหลักประกันให้ฝ่ายหญิงว่าจะดูแลให้ดีแทนพ่อแม่เขา ถ้าไม่ยอมรับก็แล้วแต่จะตกลงกันว่าจะเอายังไงเพราะประเภณีบัานเราเป็นมาแบบนี้

ความเห็นที่ 4 : ความเท่าเทียมกันของชายหญิงแบบนี้

ถ้าเป็นเรา แฟนบอกอย่างนี้ ก็ได้นะ พ่อแม่เลี้ยงมาเหมือนกัน เราชอบอยู่แล้ว สิทธิเท่าเทียม แต่คุณ ผช ต้อง…

1.ผญ ไม่ต้องใช้นามสกุล ผช ก็ได้นะ

2.ผช ย้ายมาบ้าน ผญ ได้ไหม

3.ผช เป็นฝ่ายดูแลพ่อแม่ ผญ ได้ไหม (ทำไม ผญ ต้องดูแลพ่อแม่ ผช อย่างเดียว ในเมื่อพ่อแม่แต่ละฝ่ายเลี้ยงมาเหมือนกัน)

4.มีลูกกัน ให้ลูกใช้นามสกุล ผญ ได้ไหม

5.ถ้า ผญ ม่าย ผช ต้องไม่รังเกียจที่จะแต่งงานนะ ที ผช ม่าย ยังหาแฟนใหม่ง่ายเลย ในเมื่อคิดว่าเหมือนกัน ก็ต้องเท่าเทียมค่ะ แฟร์ๆอย่างนี้ เราไม่ซีเรียสเรื่องสินสอดนะ

ความเห็นที่ 8 : เพิ่งแต่งงานมาเร็วๆนี้ ฝ่ายชายเป็นคนยกสินสอดมา ฝ่ายหญิงเป็นคนออกค่าใช้จ่ายทั้งหมด

เราพึ่งแต่งงานมาเมื่อเร็วๆนี้ ทางฝ่ายชายเป็นคนยกสินสอดทองหมั้นมาสู่ขอค่ะ แต่ทางฝ่ายหญิงเป็นคนจ่ายค่าจัดงานเองทั้งหมด เราว่ามันก็เสียค่าใช้จ่ายทั้งสองฝ่ายนะ เป็นผู้ชายก็น่าจะมีความเป็นสุภาพบุรุษบ้างเนอะ ไม่รู้ไปเอาความคิดแบบนี้มาได้ไง ถ้าเป็นเราเราคงไม่อยากอยู่กับคนแบบนี้หรอก

ความเห็นที่ 12 : ถ้าผมมีลูกสาว ผมจะไม่เอาสินสอด เพราะมันแค่เป็นประเพณี

มันเป็นประเพณีครับ …

พ่อผมตอนไปขอแม่ก็สู่ขอให้สินสอดตามประเพณีครับ แต่เวลาน้องสาวผมจะแต่งงานพ่อบอกเลยไม่เอาสินสอดใดๆทั้งสิ้น กล้าขอกล้าให้ แต่ไม่ขาย เอาลูกสาวไปเลี้ยงให้อยู่สุขสบายก็พอ ถ้าสองคนรักกันก็แต่งตามประเพณียกเว้นสินสอดให้ครับ ไม่เกี่ยวประเพณี พ่อผมบอกดูตามข้อเท็จจริง มันจะมีสักกี่คนที่เก็บเงินก้อนใหญ่โตจัดงานแต่งงาน จ่ายสินสอดได้สบายๆไม่เดือดร้อน มันก็ต้องรบกวนพ่อแม่เจ้าบ่าวทั้งนั้น แต่เขาแค่ไม่บอกกัน หรือเจ้าบ่าวก็ต้องกู้หนี้ยืมสินมาอีก ซึ่งต่อไปนั่นคือภาระที่มันจะสร้างความทุกข์ให้ชีวิตคู่อีกมากมาย บ้านผมไม่อ้างเอาให้ลูกครับ ไม่เอาตั้งแต่แรกจบเลย

ถ้าผมมีลูกสาวผมก็จะทำแบบนี้ครับ วันไหนรักกันเป็นเรื่องของคนสองคนตัดสินใจ วันไหนเลิกรักกันผมขอลูกสาวผมคืนจบ..

ความเห็นที่ 17 : แฟนไม่อยากมีสินสอด แต่แต่งแล้วเงินเดือนออกต้องให้เขาหมด

แฟนผมไม่อยากให้มีสินสอดครับ อยากแต่งมากกว่า เพราะเงินเดือนผมทั้งหมดออกมาก็ให้เค้าหมดเลย แล้วก็แบมือขอตัวค์ใช้ไปวันๆเอา อยากได้อะไรก็ต้องให้เค้าซื้อให้(เพราะไม่มีตังค์) ฮ่าาาา เค้าจะรู้ว่าผมก็ไม่ได้รวยอะไร ก็เก็บเงินไปเรื่อยๆ คิดว่าจะมีสินสอดครับ แต่มีไม่เยอะ มีพอเป็นพิธี แต่พูดตามตรง กว่าจะได้แต่งงานสมัยนี้เหนื่อยครับ เก็บเงินไม่ถึงสักที ในสภาพเศรษฐกิจ ปัจจุบัน จนแฟนก็เริ่มอายุมากขึ้นเรื่อยๆแล้ว ญาติพีน้องก็ถามๆแล้ว จริงๆแล้วความรักเป็นสิ่งสวยงามนะ ถ้าปราศจากผลประโยชน์ นั่งดูหนังฝรั่งบางเรื่อง มีแค่บาทหลวง สาบานต่อหน้าพระเจ้า ก็เรียบง่ายดี สวยงามดี ถ้าเราแคร์แค่กันเอง ไม่ต้องจัดงานเอาหน้าอะไร แต่เราคนละวัฒนธรรมกัน

สุดท้ายส่วนตัวผมอยากให้ยกเลิกสินสอดครับ แล้วเปลี่ยนมาเป็นค่าใช้จ่ายในการจัดงาน + ฮันนีมูน ดีกว่า ที่ผมคิดนะ เพราะยังไงผมก็ให้สิทธิแฟนเลือกใช้ นามสกุลเดิม ใช้นางสาว อยู่แล้วครับ ส่วนเรื่องดูแลพ่อแม่คงไม่ได้ดูแลหรอกครับ เพราะแยกครอบครัวซื้อบ้านใหม่แหละ

ความเห็นที่ 26 : มันเป็นประเพณี แต่ก็ใช่ว่าจะเปลี่ยนไม่ได้

มันเป็นประเพณีของไทย แต่ก็ใช่ว่าจะปรับเปลี่ยนไม่ได้ค่ะ เคยอ่านจากที่ไหนไม่รู้ เขาบอกว่า การแต่งงานของคนสมัยก่อน ที่ต้องเชิญพระ เชิญเจ้านาย เชิญแขกมาร่วมงานก็เพื่อเป็นสักขีพยานค่ะว่าอยู่กินกันตามประสาผัวเมียอย่างถูกต้อง พระรับรู้ ผู้ใหญ่รับรู้ ไม่มีอะไรให้น่าอายน่าขายหน้า (ประมาณว่าชั้นพระ ชั้นพรหม ชั้นเทวดา โลก3โลกได้รับรู้แล้ว555) ส่วนเงินสินสอด คือเงินที่ผู้ชายแสดงหลักประกันให้พ่อแม่ฝ่ายหญิงรู้ว่ามีความสามารถ (มีปัญญา) พอที่จะเลี้ยงลูกสาวเค้าได้มั้ย

เพราะผู้หญิงสมัยก่อนไม่ได้ออกงานนอกบ้านเป็นเวิร์กกิ้งวูแมนอย่างสมัยนี้ จะมีก็แต่งานบ้านงานเรือนที่เป็นวิชาลูกผู้หญิง (ต่อให้เป็นแม่ค้าก็ยังไม่นับว่าเป็นผู้หญิงทำงานนอกบ้านได้เท่าสมัยนี้ค่ะ เพราะยังจัดหมวดว่าเป็นงานเล็กๆ ขายฝีมือ) อีกนัยหนึ่งของสินสอดก็คือ การซื้อตัวผู้หญิงไปเป็นแม่บ้านแม่เรือนให้กับบ้านใหม่ค่ะ (ผู้หญิงสมัยก่อน เสี่ยงชีวิตหน่อยๆ ที่จะไปเริ่มต้นใหม่ตัวเปล่า เดี๋ยวนี้ก็เสี่ยงค่ะ เพียงแต่ช่องทางทำกินที่มีมากขึ้น พอจะช่วยให้ผู้หญิงไม่กลัวการอยู่คนเดียวก็แค่นั้นเอง)

แต่สมัยนี้ ผู้หญิงมีโอกาสทำงานนอกบ้านได้พอๆ กับผู้ชาย และบางที ผู้ชายก็ทำงานหาเงินยากลำบาก กว่าจะมีเงินเก็บที่เป็นเงินเพียวๆ หักลบกลบหนี้แต่ละเดือนก็ลำบากแล้ว ดังนั้น ถ้าจะปรับเปลี่ยนประเพณีกันบ้างก็ไม่เป็นไรค่ะ เอาหลักใจเขาใจเราเข้าว่าจะสบายใจกว่า เดี๋ยวนี้ก็มีหลายคู่ค่ะที่ช่วยกันเก็บเงินสินสอดด้วยกัน พอแต่งงานพ่อแม่ก็ยกให้เอาไปตั้งตัว บางคู่พ่อแม่แถมเงินให้ด้วยซ้ำ

ความเห็นที่ 57 : ถ้าลูกสาวจะแต่งกับใคร จะไม่เอาสินสอด ไม่ควรเอาเปรียบกัน

ผมมีลูกสาวและถ้าลูกจะแต่งงานกะใครไม่ต้องมีสินสอดครับ เป็นเรื่องของลูกสาวกะแฟนเค้าจะใช้ชีวิตร่วมกัน คนสองคนจะใช้ชีวิตร่วมกัน ไม่ควรเอาเปรียบกัน

ความเห็นที่ 69 : เรื่องสินสอดนี่ต้องตกลงกันดีๆนะ ถ้าเข้าใจผิดกันนี่แย่เลย

ตกลงกันดีๆนะเรื่องสินสอดนี่ เคยเจอมา บ้านฝ่ายชายเข้าใจว่าบ้านฝ่ายหญิงจะคืนสินสอดให้ตามประเพณียุคใหม่ เลยหามาวางเต็มที่เงินทองเกินล้าน ปรากฎฝ่ายหญิงไม่คืน เพราะเข้าใจว่าสินสอดก็ต้องให้พ่อแม่ฝ่ายหญิงเก็บไว้ จบเห่สิคะงานนี้ เรื่องดัง ชาวบ้านรู้อีก จากงานแต่งงานอวดหน้าตา กลายเป็นงานประจาน เป็นความทรงจำที่ไม่ดีไป

ความเห็นที่ 77 : ถ้าแนวคิดเริ่มต้นต่างกัน ก็ไม่เอาแล้ว ไม่ใช่เรื่องเอาเปรียบ แต่เพราะแนวคิดต่างกัน

ใครจะอ้างอะไรก็อ้างเถอะค่ะ เรามองแค่ว่าถ้า “แนวคิด” ต่างกัน แค่เริ่มต้นก็ต่างกันแล้ว เราไม่เอาค่ะ ตัดก็ตัด ไม่ได้มองเรื่องเอาเปรียบนะคะ แต่ในเมื่อมีแนวคิดความเชื่อต่างกัน ต่อไปไม่ยิ่งกว่านี้เหรอ บ้านเราไม่ได้ขายลูกกินนะ แต่ทุกคนแต่งงานไม่เคยมีปัญหาเรื่องนี้ หาแฟนที่มีแนวคิดเดียวกัน ประเพณีเดียวกัน ก็คุยรู้เรื่อง คนตั้งมากได้สามีต่างชาติที่ไม่เคยรับรู้เรื่องสินสอดมาก่อน พอมามีแฟนคนไทยเขายังยอมรับปรับตัวได้ นี่คนไทยด้วยกันแท้ๆ ยังมีปัญหาก็ไม่ไหวนะ ถ้าเขาลำบากเรื่องฐานะยังพอคุยกันได้ แต่ถ้าไม่ได้ลำบาก ขับบีเอ็ม นาฬิกาเรือนละสี่แสน แต่งรถทีเหยียบล้าน แทงบอลเล่นๆแบบทิ้งขว้างห้าหกหมืน แต่จะมาเรื่องมากในเรื่องสินสอด เราไม่แต่งค่ะ

สรุปได้ง่ายๆว่า สินสอดนั้นเป็นประเพณีที่อยู่คู่กับสังคมไทยมานาน ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลอะไรในสมัยก่อนก็ตาม อย่างไรก็ตาม มันก็เป็นประเพณีที่ไม่ได้จำเป็นจะต้องทำตามขนาดนั้น เพราะสุดท้ายแล้ว ก็น่าจะสามารถพูดคุยกันระหว่างสองครอบครัวถึงความเหมาะสมของประเพณีนี้ได้ ที่สำคัญที่สุด แม้ว่าจะไม่มีประเพณีนี้สินสอดมองหมั้น แต่คนสองคนก็ยังแต่งงานกันรักกันได้อยู่ดี เอ้า! คิดเห็นกันยังไง มาเล่าสู่กันฟังหน่อย https://pantip.com/topic/34958912