คิดยังไงกับเด็กไทยยุคนี้ ที่เลือกจะมีคนคุย มากกว่าจะเป็นแฟนกัน
ผู้ชายที่ไม่ชอบง้อแฟนไม่กลัวเสียแฟนไปหรอ?

คิดยังไงกับเด็กไทยยุคนี้ ที่เลือกจะมีคนคุย มากกว่าจะเป็นแฟนกัน

ที่จริงแล้วก็อาจจะไม่ใช่แค่ยุคนี้หรอกมั้ง เพราะเท่าที่ผู้เขียนจำความได้ สมัยก่อนก็มีการคุยกุ๊กกิ๊กๆกันตั้งแต่ในยุค MSN, Pirch98 (แหม.. บอกอายุ) แต่ด้วยความที่ ณ ปัจจุบันนี้ เทคโนโลยีมันเข้าถึงแทบจะทุกบทบาทในสังคม ทำให้มันเลยดูเหมือนว่า คนส่วนมากในยุคนี้นั้นเป็นแบบเดียวกัน

โดยกระทู้นี้ชื่อว่า

คิดยังไงกับเด็กไทยยุคนี้ ที่เลือกจะมีคนคุย มากกว่าจะเป็นแฟนกัน

ช่วยเข้ามาแสดงความคิดเห็นกันหน่อยนะครับ ว่าทำไมเด็กสมัยนี้ หรือคนสมัยนี้ นิยมการคบกันแบบคนคุย (มากกว่าเพื่อน แต่ไม่ใช่แฟน หรือ ไม่ใช่เพื่อน แต่สามารถ…กันได้) มากกว่า การที่จะเป็นแฟนกัน

ความคิดเห็นที่ 3

สำหรับเราก็มีคนมาขอคุยแบบนี้นะ แต่รู้สึกว่ามันสัมผัสได้ว่าเจ็บจริงอะ ไม่เอาดีกว่า เราเป็นคน sensitive ในเรื่องความรัก การคุยกันมันก็ต้องผูกพันกันไปเรื่อยๆ จนเราออกมาไม่ได้ สุดท้ายก็จบกับคำว่าเจ็บ

ความคิดเห็นที่ 6

มันเป็นสิ่งที่มาพร้อมกับความเหงา เราอยากจะคุยอยากจะระบาย แต่ก็ไม่อยากเจ็บเพราะมีแฟนเอาจริงๆ เป็นแค่คนคุยมันเจ็บมากกว่าตกลงเป็นแฟนกันแล้วอีกนะคุยกันทุกวันเหมือนเราขาดมันไม่ได้ เมื่อถึงวันนึงมันก็จบ เขาต้องการในสิ่งที่เขาอยากได้ไปแล้ว แต่เขาไม่ได้ต้องการอะไรจากเราในสิ่งที่เราให้ เป็นความผูกพันบางอย่าง ความทรงจำที่สร้างหลอกๆ

ความคิดเห็นที่ 11

ของเราก็เริ่มมาจากแค่เป็นคยคุยก่อน ปรึกษากันได้ทุกเรื่อง แต่ใจจริงๆก็อยากจะเป็นแฟน คุยกันไปมา 3 ปี เราเลยถามความสัมพันธ์ว่าเราจะไปต่อกันยังไง เขาเลยขอเราแต่งงานเลย เราว่าบางทีมันก็ดีน่ะ เริ่มจากความสัมพันธ์ที่ไม่ได้เร่งรีบกันทั้งสองฝ่ายจนรู้ว่าหลายๆอย่างเราเข้ากันได้ มันเรื่อยๆแต่ก็ยั่งยืนดี

ความคิดเห็นที่ 15

คิดว่า เพราะสื่อมัน เปิดให้เข้าหากันง่ายขึ้น มีช่องทางลัดเยอะขึ้นแอบคุยกับกิ๊กสมัยก่อนต้องแอบมาเจอ สมัยนี้ แอบหลังแฟนแล้วแชทเลย เงินก็ไม่เสียฟรี อีก อยู่ที่ใจแหละ เอาเป็นว่า ถ้า เฟสไลน์มีสมัยก่อน คนสมัยก่อนก็ทำค่ะ ไม่อยู่ที่สมัยหรอก อยู่ที่เครื่องมืองมากกว่า

ความคิดเห็นที่ 18

ไม่ได้อยากเป็นแค่คนคุยหรอกค่ะ แต่บางครั้งความรักมันเลือกอะไรไม่ได้มาก…ความรักที่เป็นไปไม่ได้มันก็เลยต้องกลายเป็นแค่คนเคยคุยกันบางครั้งก็น่าเสียดายนะคะ ความรู้สึกความสัมพันธ์ต่างๆมันต้องจบลงไปเฉยๆ

ความคิดเห็นที่ 24

ถ้าจากประสบการณ์ของเรา คือ ณ เวลานั้น เราไม่พร้อมกับความสัมพันธ์ที่จริงจัง ตอนที่ยังเรียนอยู่ ก็ทุ่มเทกับการเรียนเพราะชอบเรียนมากกว่า ไปเที่ยวกับเพื่อนหลายๆคนสนุกกว่าไปเที่ยวกับแฟนสองคน ตอนเรียนจบแล้ว มีงานทำ ก็เป็นรุกกี้ที่ทุ่มเทกับงาน ปรับตัวกับการเป็นผู้ใหญ่ ปวดหัวกับงาน ยังไม่อยากปวดหัวกับแฟนอีกพอทำงานได้สักพักอยากเรียนต่อโท แต่การเรียนไปด้วยทำงานไปด้วยมันเหนื่อยมาก วันธรรมดาทำงาน วันหยุดเสาร์อาทิตย์ไปเรียน เวลาว่างไม่มี แม้แต่เวลาจะนอนก็ยังน้อย ไม่มีอารมณ์จะคุยกับใครบ่อยๆพอเรียนจบ อ้าว อายุไม่น้อยละ ใกล้เลข 3 เข้าไปทุกที ถ้ามีคนที่เข้าใจเรา ชอบในสิ่งที่เราเป็น และเรารู้สึกรักเขาด้วย ก็ไม่ลังเลที่จะเป็นแฟนกันเลยค่ะสรุปว่าเคสเราคือเราไม่พร้อมที่จะจริงจังด้วยภาระหน้าที่หลายๆอย่าง ถ้าคุยกันแก้เหงาไปวันๆก็ได้อยู่ แต่ถ้าอีกฝ่ายรุกเข้ามามากๆ เราก็ถอยพร้อมก่อกำแพงสูงลิบใส่เหมือนกันค่ะแต่หลังจากเรียนโทจบ 3 ปีต่อมาเราก็แต่งงานค่ะ อิอิ

ความคิดเห็นที่ 31

คุยกันเยอะเพื่อหาคนที่ใช่ ไม่ถูกมัด ถ้ารู้การให้เกียรติกัน ทุกสิ่งจะสวยงาม เมื่อความรักถึงเวลาคิดว่าเขาจะรู้เองว่าจะพร้อมคือมีอะไรพร้อมทุกอย่าง  คนที่เป็นแฟนกันอาจจะอยากลองคบเป็นแฟนดู หรืออาจจะทำให้การตัดสินใจผิดพลาดได้ง่าย ถ้าคิดจะอาศัยความเป็นแฟนเพื่อใกล้ชิด หรือไปไหนมาไหน จริงๆเพื่อนสนิทก็ไปไหนมาไหนได้เหมือนกัน   การคุยเยอะๆเหมือนกันแลกเปลี่ยนความคิดทำให้รู้จักกันมากขึ้น เป็นวิธีที่ฉลาดมากในการศีกษาเรียนรู้กันขนาดคนที่แต่งงานกันแล้วยังเลิกกันได้ หรือแอบมีคนอื่นได้ ไม่มีสิ่งไหนผูกพันกันได้เหมือนใจหรอกครับ  สรุป คนรักกันนานมาก มีสิ่งเดียวที่ยึดความรักไว้ได้นานก็คือ ใจ  แต่คนมองข้างไปก็มี  เพราะคิดว่าเวลาไม่สำคัญ

ความคิดเห็นที่ 51

ถ้าคนทุกคนรู้จักคิดใช้สติให้มาก  ไม่ด้อยทางปัญญาปัญหาจะเกิดน้อยที่สุด   รัฐบาลน่าจะเปิดกระทรวงประเพณีไทย  แล้วให้ตัวเมืองทุกจังหวัด ขยายหน่วยงานไปทุกอำเภอ กระจายไปทั่วหมู่บ้าน เปิดสำนักงานประเพณีไทย สนับสนุนงบมาจัดกิจกรรมสัปดาห์ละครั้ง ทำให้ทุกถิ่นทั่วไทยซึมซับวัฒนธรรมประเพณีไทย ตลอดเวลา

เป็นยังไงครับ อ่านแล้วเห็นด้วยหรือคิดต่างยังไง อย่าลืมมาแสดงความคิดเห็นกันนะ https://pantip.com/topic/37712544