ขณะนี้ไทยเข้าสู่ยุคเงินฝืด หรือการแข่งขันสูงกันแน่
ผู้ชายที่ไม่ชอบง้อแฟนไม่กลัวเสียแฟนไปหรอ?

ขณะนี้ไทยเข้าสู่ยุคเงินฝืด หรือการแข่งขันสูงกันแน่

เราเห็นมาหลายกระทู้ที่บอกถึงการค้าขายในปัจจุบัน โดยเฉพาะพ่อค้าแม่ค้าต่างๆ บอกเป็นเสียงเดียวกันว่าขายอะไรไม่ค่อยได้ ขายไม่ได้กำไร ไปๆ มาๆ เงินลงทุนเยอะแต่ไม่ได้รับอะไรกลับมาเลย บ้างก็ว่าเพราะปัจจุบันมีร้านออนไลน์ ยุคสมัยและวิธีการที่เปลี่ยนไปทำให้ขายไม่ได้ ต้องตามทันโลก ประเทศไทย 4.0? หรือจริงๆ แล้วเรื่องตามทันยุคสมัยเป็นแค่ส่วนหนึ่ง อีกประเด็นที่น่าสนใจคือคนกล้าที่จะซื้อของ สั่งของจากต่างประเทศ ด้วยราคาที่ถูกกว่า คุณภาพไม่ต่างกัน บางเว็บคุณภาพอาจดีกว่าด้วยซ้ำ หรือ!! ร้านค้าต้องยอมสยบให้กับผู้ขาย ไม่ใช่ร้านค้าอีกต่อไปที่ต้องง้อ แต่ผู้บริโภคมีสิทธิ์เลือกมากกว่าแต่ก่อน ดูเหมือนอะไรก็เป็นไปได้ เพราะโลกเรากว้างขึ้นการแข่งขันก็จะไม่ใช่แค่ภายในประเทศอย่างเดียว 

 

 

เจ้าของกระทู้ขอความเห็นเรื่องเศรษฐกิจของปัจจุบันในชื่อกระทู้….

ขณะนี้ ไทยเข้าสู่ยุค เงินฝืด หรือการแข่งขันสูงกันแน่

‘ขณะนี้ ไทยเข้าสู่ยุค เงินฝืด หรือการแข่งขันสูง หรือ อำนาจอยู่ในมือผู้ซื้อกันแน่
1) หันไปทางไหน ก็เจอแต่คนบอกขายของไม่ค่อยได้ คนทำรับเหมา ก็บอกงานน้อย สินค้าก็แข่งกันถูกลง เสื้อผ้ามือสอง ตัวละ 20.- ยังมี เครื่องสำอาง น้ำหอม ขายแพ้คย่อย ในเซเว่น ราคาไม่เกิน 199.- แปลกใจที่เห็นราคาสินค้าแข่งกันลดราคากว่าสมัยก่อน แม้เจ้าใหญ่อย่าง ทรูและ เอไอเอส ก็ยังแข่งกันลดราคาเน้ตบ้าน ค่าตั๋วเครื่องบินก็ถูกกว่ายุคก่อน คนบินต่างประเทศกันจนเป็นธรรมดา หรือคนหันมาดูแลตัวเองมากขึ้น ทำอาหารกินเองมากขึ้น ใช้เงินน้อยลง เป็นเพราะเริ่มเข้าสู่ยุคเงินฝืด คนไม่อยากจับจ่ายรึเปล่าคะ ** ถ้าอีกสิบห้าปี ที่ ไทยเข้าสู่ยุคผู้สูงอายุโดยสมบูรณ์แบบ จะไม่ยิ่งฝืดกว่านี้เหรอคะ **
2) อีกประเด็นคือ ที่ถูกสอนว่า เงินเก็บยามเกษียณ ควรบวกอัตราเงินเฟ้อเข้าไปด้วย เพราะค่าเงินมันจะเฟ้อ 3-4% แต่ทำไม เรารู้สึกว่า ปัจจุบัน ทุกอย่างแข่งกันถูกหมดเลย เหมือนอัตราเงินเฟ้อ ไม่กระทบเลย หรือเป็นเพราะยุคนี้คนหาเงินได้น้อยกว่ายุคพ่อแม่เรา ทำให้คนจ่ายเงินยากขึ้น เพราะเงินในกระเป๋ามีน้อย สินค้าเลยต้องแข่งกันปรับราคาเป็นถูกลงเพื่อดึงเงินออกจากกระเป๋า
3) หรือความจริง ปัจจุบัน อำนาจอยู่ที่ผู้ซื้อ ไม่ใช่ผู้ขาย เช่น ยุคก่อน ตราบเท่าที่เงินยังอยู่ในกระเป๋าเรา อย่าง เพื่อนเรา จะไปซื้อ กระจกกันรอยแปะมือถือ ร้านบอก ราคา 450 บาท ไปๆมาๆ ลดราคาให้ บอก 250 ก็มีให้เลือก หรือทำตอนนี้ เลย ลดให้เหลือ 200 เรายังสะกิดเพื่อนบอก ซื้อที่ อาลีเอ็กซเพรสมั้ย ส่งตรงจากเซิ่นเจิ้นมาบ้านเลย แค่ 150 บาท เรามาถึงยุคที่ ไม่ได้ขายแข่งกับร้านข้างๆ อีกต่อไป แต่ต้องขายแข่งกับร้านที่อยู่อีก ซึกโลกเลย 55555
4) ปัจจุบัน คู่แข่งอาจไม่ใช่ ร้านใกล้เคียง แต่เป็น โรงงานที่ผลิตและขายเองในจีน อย่างขายอาหารข้าวแกง คู่แข่งก็อาจไม่ใช่ร้านก๋วยเตี๋ยวที่อยู่ข้างๆ หรือข้าวมันไก่ แต่เป็นร้านขนมหวานราคาแพง เราก็เป็น นัดเจอเพื่อนๆ กินอาหารคาวแค่ก๋วยเตี๋ยว ส้มตำ สองร้อยบาท เพราะเผื่อท้องไปกินขนมหวาน ที่ราคา 600-700 บาท เพราะมันมีออกใหม่ให้น่าลิ้มลองเรื่อยๆ อยากกินทีต้องชวนเพื่อนไปช่วยกันหาร เพราะไอติมแบบเกาหลีนี่แพง ถ้วยนึงขั้นต่ำ ก็สองร้อยห้าสิบ ฮันนี่โทส ก็อยากลอง ไหนจะพวกชีสเค้ก ชีสแพนเค้กอีกต่างๆนานา เครื่องดื่มชาไข่มุก สมูตตี้อีก คือ ต้องช่วยกันหาร เพื่อลดค่าใช้จ่าย สมัยนี้ต้องเรียกว่าขนมหวานขายราคาแพงกว่าอาหารคาว’

 

 

ถือเป็นกระทู้ที่ชวนคิดวิเคราะห์มาก เพราะตามข้อต่างๆ มีเหตุผลและเป็นไปได้สูงมากกกกกกกกก บางข้อต้องบอกว่าใช่เลย

 

ความคิดเห็นที่ 1

ตัวเลือกเยอะขึ้น เข้าถึงข้อมูลราคามากขึ้น ไม่ต้องผ่านพ่อค้าคนกลางเหมือนแต่ก่อน จะซื้อไรทีก็ต้องเช็คแล้วเช็คอีก ซื้อแพงแล้วมันเจ็บใจ

 

 

เข้าถึงราคาข้อมูลได้มากกว่าแต่ก่อนจริงๆ พอเข้าถึงได้ผู้บริโภคก็รอบคอบมากขึ้น ดูสินค้าแล้วเช็คดูราคาจากที่ต่างๆ เรียกได้ว่าผู้บริโภคมีสิทธิ์เลือกนั่นเอง ผิดจากแต่ก่อนที่ต้องเป็นฝ่ายง้อร้านค้าด้วยกลัวว่าจะไม่ได้

 

ความคิดเห็นที่ 2

พ่อค้า แม่ค้าออนไลท์เยอะ ขายตัดราคากัน เน้นวอลุ่ม หมุนรอบเร็ว คนซื้อสามารถตรวจสอบราคาได้ง่าย เช็คราคาที่ไหนถูกสุด(แบบมีเหตุผล) ก็เลือกซื้อตรงนั้น กลุ่มสื่อสารบ้านเราก็ทะเลเลือดอยู่แล้ว ต้องแย่งลูกค้ากัน ฐานลูกค้ามากก็ได้เปรียบ แต่ในทางกลับกัน ถ้าคุณขายสินค้าระดับบน คุณแทบจะไม่กระทบอะไรเลย แถมขายดีขึ้นด้วย เพราะรอบนี้ปัญหามันอยู่คนระดับกลางลงไป ระดับบนยังไล่ซื้อ ขยายกิจการกันไม่หยุดเลย แต่หลังๆระดับบนก็เริ่มอืดๆ เพราะบรรยากาศมันเริ่มเปลี่ยน

 

 

พอเกิดการเปลี่ยนแปลงไม่ว่าระดับไหนก็เกิดผลกระทบหมดนะ มากน้อยต่างกัน สุดท้ายก็ต้องปรับตัว

 

ความคิดเห็นที่ 6

เป็นยุคที่ พ่อค้าคนกลาง ตัวแทนขายสินค้าต่างๆ จะโดนตัดออกจากระบบครับ เพราะช่องทางออนไลน์มันเอื้อให้ คนซื้อเข้าถึงบริษัทขายสินค้านั้นได้โดยตรงเลย ยกตัวอย่าง แต่ก่อนคนไทยรับสินค้าจากจีนมาขายจนร่ำรวย พี่จีนเห็นช่องตรงนี้ ลงมาเปิดอาลีบาบาแจ็คหม่า ขายเองซะเลย และมาตั้งโกดังสต็อคสินค้าในไทย ทำให้ถูกกว่าสั่งจากจีนโดยตรงด้วยซ้ำครับ เค้าเรียกธุรกิจปลาใหญ่กินเรียบทุกสิ่ง

 

 

ไม่ใช่ปลาใหญ่กินปลาเล็กอย่างเดียวสินะ กินเรียบบบบบบไปเลย

 

ความคิดเห็นที่ 8

คิดไปเองหรือเปล่าครับ คนเปลี่ยนพฤติกรรมการบริโภค เมื่อก่อนรายใหญ่ได้เปรียบ แต่ปัจจุบันโลกเปลี่ยน คนเข้าถึงข้อมูลได้ง่ายมาก ใครมีความสามารถก็แข่งขันได้ รายใหญ่ รายเก่าเริ่มโวยขายของไม่ได้ บ่นเศรษฐกิจไม่ดี แต่ไม่รู้เลยว่า รายเล็กๆ ขายออกไวๆ หมุนไปเป็นร้อยรอบกันแล้ว ยุคนี้ มันปลาไวกินปลาช้าครับ อนาคตพวกตัวกลางที่ไม่สร้างมูลค่าเพิ่มจะหายไปเพราะโดน disrupt ครับ จากพวก platform ต่างๆที่ทะยอยออกมา

 

 

โห นี่คืออีกมุมที่ลืมมองคือการค้าขายรายเล็กๆ ที่ขายออกเอาๆ อยู่ได้กันเรื่อยๆ แบบนี้คงไม่ใช่เฉพาะปลาใหญ่กันปลาเล็กจริงๆ สินะ ปลาไวกินปลาช้าก็มาจ้าาาาา~

 

ความคิดเห็นที่ 11

ปัญหามาจากข้อหลักใหญ่ คือ ช่วง 15 ปีนี้ รายได้สวนทางกับครองชีพครับ คือ เวลาผ่านไปรายได้เพิ่มขึ้นน้อยมาก แต่ข้าวของแพงมากขึ้น กำลังซื้อก็น้อยลง อีกประเด็นรองต่อมา คือ เงินไหลไปอยู่กับเจ้าใหญ่หมด และก็พวก Online

 

 

เงินหายไปกับพวกออนไลน์เยอะมากกกก และมันเป็นอะไรที่เสียไปได้ง่ายๆ จนรู้ตัวอีกทีก็หมดบัญชี ถือเป็นความสะดวกสบายที่อันตรายจริงๆ

 

ความคิดเห็นที่ 16

ผมเมื่อก่อนแอนตี้เรื่องซื้อของออนไลน์มากกกกก เพราะมันไม่ได้จับของก่อนซื้อ แต่พอในที่ที่อยู่หาของไม่ได้ก็เริ่มลองสั่ง จากชิ้นสองชิ้น บัดนี้เป็นเรื่องปกติ แถมพัฒนาขึ้นมา เปรียบเทียบราคาแต่ละเว็บ หาคูปอง ส่วนลด พฤติกรรมการซื้อของผมเปลี่ยนไปจริง (จากหนึ่งเสียงในหกสิบกว่าล้านคน 5555)

 

 

หนึ่งเสียงและหนึ่งหลักฐาน

 

ความคิดเห็นที่ 28

คุณมองจากสายตาคนที่มีเงิน ทำให้กระบวนความคิดคุณบิดเบี้ยว ถ้ามองจากคนชั้นล่างชั้นแรงงานจะได้คำตอบว่าสมัยนี้สินค้าแพงขึ้นมาก เมื่อก่อนกระเพราไข่ดาวข้างทาง25บาท เดี๋ยวนี้ 35-40 บาท เงินเฟ้อขึ้นแน่นอน อยากให้คุณมองหลายๆแง่มุมหลายๆมิติครับ

 

 

หลายๆ มุมบางครั้งมันก็มีเยอะจริงๆ จนไม่มีคำตอบที่ถูกต้องที่สุด เพราะทุกคำตอบมีเหตุผลในตัวมัน

 

ความคิดเห็นที่ 40

ตอนนี้Suppleในตลาดล้นคับ มีแต่คนขายห้างเปิดกันเต็มไปหมด เพราะเงินกับค่าใช้จ่ายมันหมุนไม่พอกัน คนเลยต้องมาทำอาชีพที่2 3 4 5 บางคนเป็นพนักงานบริษัท ตกเย็นไปขับแกรบ กลับบ้านมาขายของออนไลย์ ตื่นเช้ามาทำสลัดโรลไปขายเพื่อนร่วมงานอีก เพราะค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวันสมัยนี้มันสูงมาก อาหารราคาจานละ50บาท มีค่าโทรศัพท์ ค่าอินเตอร์เน็ตงอกขึ้นมาในรายจ่ายนอกจากค่าไฟ ไหนจะผ่อนรถ ผ่อนคอนโด ผ่อนใบจองคอนโดที่ซื้อไว้เก็งกำไรกัน ปัญหาตามมาคือ เกิดคนขายของมากขึ้นแล้วขายง่ายจขึ้นสินค้าหาง่ายขึ้น อาลีบาบา ต่างๆของถูกๆจากจีน เอามาเก็งกำไร หรือครีมกิโลโง่ๆจากตลาดใหม่ดอนเมือง ซื้อมากิโลละไม่กี่ร้อย ขายกระปุกหลายร้อย ทำแพคเกจจิ้งดีๆเอา ทำให้เรามองไปทางไหนมีแต่คนขายแต่ขายของคล้ายๆกัน ไม่มีนวัตกรรมอะไร สุดท้ายจึงเกิดสงครามราคาและความน่าเชื่อถือขึ้นของอย่างเดียวกันครีมกิโลเหมือนกันจากตลาดใหม่เหมือนกัน แข่งตัดราคากัน แล้วคนก็รู้ซึ่งถึงคุณภาพและเดินไปเคาร์เอตร์แบรนแทน ร้านกาแฟอยากดูรวยเข้าสตาบัค อยากประหยัดเข้า7 พวกร้านกาแฟต้อให้แชมป์บาริสต้ามาเองก็ยังไปไม่รอด และสุดท้ายคนก็จะเดินเข้าร้านที่เขาเชื่อถือได้ตามห้าง MK ซิสเลอร์ ยาโยอิไม่ต้องเสี่ยงกับร้านซัมติ่งอะไรไม่รู้ที่เพิ่งเปิด แถมห้างก็เปิดเยอะมาก ร้านเองใครหลงไปเช่าก็เจ๊งระนาวเพราะคนไม่เดิน คนซื้อออนไลย์ไม่ก็ซื้อร้านใหญ่ๆมีแบรนไปเลย รายย่อยเลยมีแต่เจ๊งกะเจ๊ง แต่คนรวยมีแต่รวยขึ้น

 

 

ห้างเจริญและเกิดขึ้นเยอะมากจริงๆ ผุดกันเป็นดอกเห็ดโดยเฉพาะบางจังหวัดที่ค่อยๆ เจริญขึ้นจากวัตถุพวกนี้ แต่สุดท้ายคนก็กระจัดกระจาย บางห้างคนเดินน้อยเหมือนร้าง นอกจากห้างเจ้าถิ่นที่ทุกคนเคยชินและเดินเป็นประจำถึงจะพอมีคนเข้าเรื่อยๆ  ยิ่งห้างเยอะ ทางเลือกในการจ่ายเยอะ เงินยิ่งกระจาย เป็นส่วนหนึ่งที่บอกว่าบางร้านขายแทบไม่ออก และทุกวันนี้มนุษย์เราก็มีภาระในชีวิตมากเหลือเกิน~ คิดเห็นตรงกันหรือเห็นต่างอย่าลืมแวะเข้ากระทู้ได้ที่ pantip.com